13 – 16 ก.พ. 64 /15 – 18 ก.พ. 64 / 25 – 28 ก.พ. 64 / 0 5 – 08 มี.ค. 64 / 17 – 20 มี.ค. 64 / 26 – 29 มี.ค. 64 / 02 – 05 เม.ย. 64
วันเดินทาง

 

ทัวร์ไทยSIRI CULTURE  สุพรรณบุรี – อุทัยธานี 4 วัน 3 คืน

กำหนดการเดินทาง :  13 – 16 ก.พ. 64 /15 – 18 ก.พ. 64 / 25 – 28 ก.พ. 64 / 0 5 – 08 มี.ค. 64 / 17 – 20 มี.ค. 64 / 26 – 29 มี.ค. 64 / 02 – 05 เม.ย. 64

จังหวัด : สุพรรณบุรี – อุทัยธานี 

สายการบิน : รถโค้ด VIP

ราคา : 15,900 บาท

สุพรรณบุรี เมืองแห่งความอุดมสมบูรณ์ทั้งเกษตรกรรม ปฏิมากรรม มายาวนาน สัมผัสความน่ารักของ หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย พร้อมชมการแสดงที่สุดแสนประทับใจ อลังการกับอุทยานมังกรสวรรค์ และเรียนรู้วิถีชีวิตชาวจีนที่หมู่บ้านมังกรสวรรค์ สัมผัสกับ UNSEEN อุทัยธานี จังหวัดที่ท่านไม่คาดคิดว่าจะมีความสวยงามครบทุกรส ความสมบูรณ์ของป่าเขา วัฒนธรรมที่สวยงามของสองแม่น้ำคือเจ้าพระยาและสะแกกรัง ท่านจะประทับใจกับรายการ โรงแรมที่พักระดับ EXCLUSIVE ภัตตาคาร และจุดเช็คอินต่างๆ  นำท่านชมเขาสะแกกรัง ที่ทุกคนเมื่อไปถึงจังหวัดอุทัยต้องไปเยือน

1

วันที่หนึ่งของการเดินทาง

กรุงเทพฯ – สุพรรณบุรี – หลวงพ่ออู่ทอง – นาเฮียใช้ อุทยานมังกรสวรรค์ – คุ้มขุนแผน : วัดแค – อุทยานมัจฉา วัดพระนอน

06.00 น.  พร้อมกันที่ โรงแรม CENTARA GRAND AT CENTRAL PLAZA LADPRAO BANGKOK
เจ้าหน้าที่จากบริษัท เร้นจ์ฯ คอยต้อนรับ อำนวยความสะดวก และบริการอาหารเช้าให้แก่ท่านก่อนขึ้นรถโค้ช VIP

07.30 น. ออกเดินทางสู่  จังหวัดสุพรรณบุรี (135 กิโลเมตร)  สุพรรณบุรี  จังหวัดท่องเที่ยวใกล้กรุงที่มีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบ ทั้งธรรมชาติภูเขา  ตลาดเก่าโบราณ ชุมชนวิถีชีวิต วัดวาอาราม และแหล่งประวัติศาสตร์ รวมทั้งอาหารท้องถิ่นอร่อยเด็ด และคาเฟ่สวย ให้เที่ยวได้แบบบไม่มีเบื่อ

หลวงพ่ออู่ทอง

จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ หลวงพ่ออู่ทอง หรือ พระพุทธปุษยคีรีศรีสุวรรณภูมิ ตั้งอยู่ในบริเวณ วัดเขาทำเทียม ในเขตเทศบาลท้าวอู่ทอง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี เป็นพระพุทธรูปแกะสลักภูผาที่ใหญ่ที่สุดในโลก บริเวณหน้าผาที่ชื่อว่า “ผามังกรบิน” องค์หลวงพ่ออู่ทองมีความสูง 108 เมตร ฐานกว้าง 88 เมตร หน้าตักกว้าง 65 เมตร อยู่ในพื้นที่ราว 100 ไร่ เป็นพื้นที่เหมืองหินเก่า ที่หมดสัมปทานไปแล้ว ทางโครงการจึงได้ขออนุญาตจากทางจังหวัดสุพรรณบุรี และกรมป่าไม้ เพื่อสร้างสถานที่แห่งนี้เป็นพุทธมณฑลของจังหวัดสุพรรณบุรี อย่างถูกต้องตามกฏหมายทุกประการ

จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ นาเฮียใช้ (30 กิโลเมตร)

นาเฮียใช้

นาเฮียใช้ หรือศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในจังหวัดสุพรรณบุรี ที่รวบรวมเรื่องราวที่น่าสนใจและองค์ความรู้ใหม่ ๆ ในวิถีของเกษตรกรที่ทรงคุณค่าให้ได้ศึกษาและเรียนรู้ สร้างขึ้นจากความจงรักภักดีและ สำนึกในคุณงามความดีของในหลวง พระมหากษัตริย์ที่ทรงงานอย่างหนักเพื่อประชาชนคนไทย ก่อตั้งโดยคุณนิทัศน์ เจริญธรรมรักษา ที่มีอาชีพเกี่ยวข้องกับชาวนาและข้าวใช้ชีวิตภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อผลิต เมล็ดพันธุ์ข้าว คุณภาพดี ให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร พร้อมเล็งเห็นความสำคัญของการให้ความรู้และการทำนาอย่างถูกวิธี อีกทั้งยังเป็นสถานที่ศึกษาเรียนรู้ และแหล่งท่องเที่ยวให้ผู้สนใจได้

เข้าชม ซึ่งแต่ละโซนจะมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำและความรู้ เกี่ยวกับโซนต่าง ๆ อีกด้วย 

เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ร้านอาหารขวัญเจ้าเอย

บ่าย จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ อุทยานมังกรสวรรค์ (10 กิโลเมตร)

อุทยานมังกรสวรรค์

อุทยานมังกรสวรรค์ ตั้งอยู่ภายในบริเวณศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรีก่อตั้งขึ้นเพื่อเฉลิมฉลอง เนื่องใน โอกาสที่ประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาชนจีน มีความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 20 ปี เมื่อปี พ.ศ. 2539 ขณะที่ ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ของประเทศไทยภาย ประกอบด้วยพิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง  และหมู่บ้านมังกรสวรรค์ สามารถเดินชมบริเวณโดยรอบได้อย่างเพลิดเพลิน

*** (ค่าเข้าพิพิธภัณฑ์มังกร ไม่รวมอยู่ในราคาทัวร์ กรุณาสอบถามหัวหน้าทัวร์อีกครั้ง)

คุ้มขุนแผน : วัดแค

จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ คุ้มขุนแผน (2 กิโลเมตร) เป็นแบบบ้านเรือนไทย ที่ปลูกขึ้นตามแบบเรือนไทยในสมัยนั้น เพื่อให้ผู้ที่สนใจ ได้ชมได้ศึกษารูปแบบของเรือนไทย ที่สวยงามและทรงคุณค่า ประกอบกับเรื่องราวที่เล่าขานกันต่อมานับร้อยปี บรรยากาศภายในคุ้มขุนแผน เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ตัวเรือนอยู่ติดกับแม่น้ำท่าจีน บรรยากาศร่มรื่นด้วยร่มเงาต้นไม้ใหญ่ และแวะกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิที่ วัดแค ที่อยู่ในบริเวณติดกันได้อีกด้วย

จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ อุทยานมัจฉา วัดพระนอน (3 กิโลเมตร)

วัดพระนอน

อุทยานมัจฉา วัดพระนอน แห่งนี้อยู่ติดกับแม่น้ำท่าจีน สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ ภายในวัดมี อุทยานมัจฉา อยู่บริเวณริมน้ำหน้าวัด มีปลานานาชนิดชุกชุม ทั้งปลาสวาย ปลาตะเพียน ปลาแรด ทางวัดประกาศเป็นเขตอภัยทาน ปลูกต้นไม้ ทั้งไม้ผลและไม้ประดับ บริเวณวัดจึงร่มรื่นสวยงาม และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่ขึ้นหน้าขึ้นตาแห่งหนึ่งของจังหวัด และยังมีวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์สลักจากหิน มีลักษณะแปลกกว่าที่อื่น คือ เป็นพระพุทธรูปอยู่ในลักษณะนอนหงายขนาดเท่าคนโบราณยาวประมาณ 2 เมตร ลักษณะคล้ายกับพระนอนที่เมืองกุสินารา ประเทศอินเดีย สถานที่ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวหนึ่งใน Unseen Thailand แห่งหนึ่งอีกด้วย

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ร้านอาหารธาราบุรี 

ธาราบุรี

ร้านอาหารบรรยากาศดี ตกแต่งสไตล์เรือนไทย ให้ความรู้สึกอบอุ่น ด้วยตัวร้านอยู่ติดริมแม่น้ำท่าจีน ท่านจะได้สัมผัสกับบรรยากาศริมแม่น้ำท่าจีนยามเย็น พร้อมอาหารไทยโบราณหลากหลายเมนูสุดพิเศษ เสมือนได้นั่งทานข้าวอยู่บ้านคุณยาย 

จากนั้นนำท่านเช็คอินเข้าสู่โรงแรมที่พัก SRI U-THONG GRAND หรือเทียบเท่า

https://www.sriuthonggrand.com   (Deluxe room)

รายการแนะนำ: หอคอยบรรหาร-แจ่มใส

(เดินจากหน้าโรงแรม 650 เมตร)  หอคอยบรรหาร-แจ่มใส เป็นหอคอยสีขาวสะอาดตาท่ามกลางสวนงามและดอกไม้สีสันสดใส ขับกล่อมด้วยเสียงเพลง และลีลาเริงระบำของน้ำพุแสนสวยยิ่งในช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้า ทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นดุจสวนสวรรค์ (รายการนี้ไม่รวมอยู่ในราคาทัวร์ กรุณาสอบถามหัวหน้าทัวร์อีกครั้ง)

2

วันที่สองของการเดินทาง

วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร – หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย ตลาดสามชุก 100 ปี – บึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ

เช้า  รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก

จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร (5 กิโลเมตร)

วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร

วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่ สันนิษฐานว่ามีอายุราว 1200 ปี ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่าวัดป่า ภายในวิหาร เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อโต ปางป่าเลไลยก์ ศิลปะสมัยอู่ทอง สุพรรณภูมิ (คือประทับนั่งห้อยพระบาท)  มีนักปราชญ์หลายท่านว่า เดิมคงเป็นพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา สร้างไว้กลางแจ้งอย่างพระพนัญเชิงสมัยแรกต่อมาได้มีการบูรณะ ซ่อมแซมใหม่ และทำเป็นปางป่าเลไลยก์ ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ภายในองค์พระพุทธรูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ 36 องค์ ที่ได้มาจากพระมหาเถรไลยลาย ภายในวัดป่าเลไลยก์ มีความเกี่ยวข้องกับวรรณคดีอันลือชื่อของไทย  คือ เสภาขุนช้างขุนแผน นิราศเมืองสุพรรณของสุนทรภู่ 

หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย

จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย (25 กิโลเมตร) เป็นสถานที่ที่ได้จัดขึ้นเพื่อสะท้อนให้เห็นภาพชีวิตชาวนาชนบทไทย่ดั้งเดิม ภาพการทำนาที่ไม่ใช้เครื่องจักรทันสมัย พร้อมสัมผัสงานฝีมือและภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทยที่สะท้อนให้เห็นได้จากกลุ่มหมู่บ้านชาวนาไทยและแบบเรียบง่าย “คนกับควาย ทุ่งนากับควาย” เป็นสิ่งที่จะขาดไม้ได้ในแถบนี้ หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทยได้รวบรวมสิ่งเหล่านี้ไว้สำหรับการศึกษาด้านการเกษตรกรรมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อให้บุคคลทั่วไปได้ศึกษาหาความรู้ต่าง ๆ ของการทำนา การทำเกษตรกรรมแบบชาวนาชนบทอย่างเรียบง่าย โดยร่วมการใช้ควายในการทำนา

เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ร้านเจ๊เน้ยกุ้งเป็น

บ่าย จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ ตลาดสามชุก 100 ปี (3 กิโลเมตร)

ตลาดสามชุก 100 ปี

ตลาดสามชุก ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน เป็นตลาดจีนโบราณ ผสานการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ในสมัยอดีต เมื่อ 100 ปีก่อน ตลาดสามชุก ถือเป็นแหล่งสำคัญในการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าของจังหวัดสุพรรณบุรี บรรยากาศโดยรอบในปัจุจบันคงไว้ซึ่งวิถีชีวิตชุมชนดั้งเดิม ร้านค้า บ้านเรือนเป็นอาคารไม้เก่าแก่ ข้าวของเครื่องใช้ ขนม อาหารที่นำมาตั้งขายในตลาด ล้วนตั้งใจไม่ใช่จำลอง เป็นการสืบเนื่องวัฒนธรรมจากอดีตซึ่งบ่มเพาะมาเป็น 100 ปี

บึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ

จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ บึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ (30 กิโลเมตร) บึงฉวาก ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 2,700 ไร่ของอำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี และอำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท ได้รับประกาศให้เป็นเขตห้ามล่าสัตว์มาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2526 และในปี พ.ศ. 2541 ได้รับการจัดให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติ ตามอนุสัญญาแรมซาร์ที่ประเทศไทยเป็นภาคี เนื่องจากความหลากหลายของพันธุ์พืชและสัตว์ที่มีในบึง ลักษณะที่เรียกว่าเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำตามอนุสัญญาแรมซาร์ ริมบึงฉวาก มีบรรยากาศร่มรื่น ลมพัดเย็นสบายตลอด ในบริเวณบึงเต็มไปด้วยดอกบัวสีแดงและชมพู ในช่วงตอนเช้าบัวจะบานสวยงาม นกเป็ดแดงฝูงใหญ่จับกลุ่มอยู่ตามกอบัวในช่วงฤดูหนาว ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคมและนกจะทยอยกลับในช่วงเดือน เมษายน มีศาลาสำหรับเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน มีบริการขี่จักรยานน้ำ ส่วนหนึ่งของพื้นที่บริเวณนี้ทางจังหวัดสุพรรณบุรี ได้จัดทำ โครงการบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ ขึ้น ประกอบไปด้วย ส่วนของสวนสัตว์ และสถานแสดงพันธุ์  สัตว์น้ำ  อุทยานผักพื้นบ้าน 

จากนั้นนำท่านเช็คอินเข้าสู่โรงแรมที่พัก บึงฉวากรีสอร์ท http://www.bungchawakresort.com/รีสอร์ทชื่อดังของจังหวัดสุพรรณบุรี เพราะความเขียวขจีแบบ House on Tree เป็นเอกลักษณ์คนไปพักจึงเรียกติดปากว่า บ้านต้นไม้ ชื่อน่ารัก บรรยากาศน่านอน สดชื่นกลางธรรมชาติแบบนี้ไปกับครอบครัวก็ดี เพื่อนฝูงก็แฮปปี้ไม่แพ้กัน

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของรีสอร์ท 

 

3

วันที่สามของการเดินทาง

สุพรรณบุรี – อุทัยธานี – วัดท่าซุง – ฝายกั้นน้ำปางสวรรค์ จุดชมวิวบ้านชายเขา

เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก

นำท่านออกเดินทางสู่  จังหวัดอุทัยธานี (65 กิโลเมตร)  อุทัยธานี เป็นจังหวัดในภาคกลางของประเทศไทย เป็นเมืองเล็กๆ สงบๆ ที่อบอวลไปด้วยความอบอุ่นจากวิถีชีวิตชาวเมือง ขนบธรรมเนียมประเพณี ที่ยังคงรักษาความดั้งเดิมไว้อย่างดี ถึงแม้เทคโนโลยีจะก้าวล้ำนำสมัยแค่ไหน ก็มิอาจกล้ำกรายได้เสน่ห์ความสวยงามที่มีให้ได้สัมผัสกันทุกมุมของจังหวัดนี้

วัดท่าซุง

จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ วัดท่าซุง (หรือมีอีกชื่อหนึ่งที่ว่า วัดจันทาราม) เป็นวัดที่มีชื่อเสียงและงดงามของเมืองอุทัยธานี วัดท่าซุงจริงแล้วเป็นวัดเก่าแก่ ที่สร้างตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมาในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ วัดได้ถูกบูรณะ ใหม่โดยหลวงพ่อใหญ่ และวัดเริ่มพัฒนาเป็นที่รู้จักมากขึ้นเมื่อ พระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร) หรือ “หลวงพ่อฤาษีลิงดำ” ได้สร้างอาคารต่างๆ มากมาย เช่น พระอุโบสถใหม่ภายในประดับและตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม บานหน้าต่างและประตูด้านในเขียนภาพเทวดา โดยจิตรกรฝีมือดี

เที่ยง  รับประทานอาหารกลางวัน ณ ร้านแพครัวนกน้อย

บ่าย จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ อำเภอบ้านไร่ (85 กิโลเมตร)

ฝายกั้นน้ำปางสวรรค์

นำท่านเดินทางสู่ ฝายกั้นน้ำปางสรรค์ เป็นฝายกั้นน้ำที่ไม่เหมือนที่อื่นๆ และมีแห่งเดียวในประเทศไทย เพราะขุดลงไปในดินและปล่อยให้น้ำไหลลงมาในฝาย จนทำให้ตรงนี้กลายเป็นที่เที่ยวสุดฮอต และเป็นมุมที่ถ่ายรูปสวยๆอีกหนึ่งแห่งของจังหวัดอุทัยธานี เหมาะกับการมาเช็คอินเป็นอย่างมาก จนกระทั่งได้เวลาอันสมควร

จุดชมวิวบ้านชายเขา

จุดชมวิวบ้านชายเขา ที่เที่ยวแห่งใหม่อุทัยธานี วิวดีเหมือนได้ไปเมืองนอก ชาวบ้านบางคนแถวนี้เรียกที่นี่ว่า

จุดชมวิวบ้านชายเขาสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย จุดชมวิวแห่งนี้ ได้วิวสุดสวยของภูเขาหินปูนของเขาปลาร้า หุบป่าตาด และเขาที่อยู่บริเวณใกล้เคียงเรียงรายกันสวยงาม ตัดสลับกันกับไร่ข้าวโพด สวนผลไม้ของชาวบ้าน ดูสวยแปลกตาชาวบ้านแถวนี้เลยทำเป็นจุดชมวิวเล็กๆไว้บริการนักท่องเที่ยวที่มาเยือน

อิสระให้ท่านได้ชมบรรยากาศตามอัธยาศัย จนได้เวลาพอสมควร

ค่ำ รับประทาน ณ ร้านอาหารบ้านสวน บ้านไร่ 

จากนั้นนำท่านเช็คอินเข้าโรงแรมที่พัก AVARTARN MIRACLES HOTEL (10 กิโลเมตร)

https://www.facebook.com/AvatarMiracle/

(ทางโรงแรมมีสระว่ายน้ำ สำหรับลูกค้าที่ต้องการว่ายน้ำกรุณาเตรียมชุดมาด้วย)

4

วันที่สี่ของการเดินทาง

หมู่บ้านสะนำ – ต้นเลียงผึ้งยักษ์ – วัดถ้ำเขาวง เขาสะแกกรัง – กรุงเทพฯ

เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก รับประทานอาหารเช้า ณ ภัตตาคารของโรงแรม

 จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ หมู่บ้านสะนำ

หมู่บ้านสะนำ

หมู่บ้านสะนำ ที่นี่เป็นชุมชนชาวลาวครั่งโบราณ ที่อพยพย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากกันอยู่ นอกจากจะมีศิลปะวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์แล้ว ยังมีแหล่งท่องเที่ยวภายในหมู่บ้านที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เริ่มด้วยตลาดประจำหมู่บ้าน ภายในตลาดจะมีสินค้าพื้นเมืองที่ชาวบ้านนำมาขายกันอย่างมากมาย ทั้งขนมโบราณ และสินค้าทำมือของชาวบ้านให้คุณสามารถมาเลือกซื้อกันได้ และเมื่อเดินลึกเข้าไปในป่าหมาก

เราก็จะได้พบกับไฮไลท์ประจำหมู่บ้านนั่นก็คือ “ต้นไม้ยักษ์ มีอายุกว่า 500 ปี” ต้นไม้ยักษ์ต้นนี้ก็คือ  “ต้นเลียงผึ้ง” มีความสูงถึง 53 เมตร และมีขนาดใหญ่ขนาด 40 คนโอบ อิสระให้ท่านเที่ยวชมตามอัธยาศัย

วัดถ้ำเขาวง

วัดถ้ำเขาวง ภายนอกจะเห็นเป็นเรือนไม้ขนาดใหญ่โอบล้อมด้วยเขาหินปูน ท่ามกลางบรรยากาศกำลังเย็นสบายๆ เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งใน Unseen Thailand เลยทีเดียว ตัววัดเป็นสถาปัตยกรรมเป็นแบบไทย 4 ชั้น ใต้ถุนเป็นลานเอนกประสงค์ รวมทั้งร้านขายของต่างๆ ชั้นที่ 2 เป็นวิหาร และมีรอยพระพุทธบาทจำลองให้เราไว้สักการะ หลังวัดจะมีบันไดให้สามารถเดินขึ้นไปด้านบนเพื่อไปชมถ้ำต่างๆได้ จนถึงเวลาอันสมควร

เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ร้านอาหาร รุ่งโภชนา

บ่าย นำท่านเดินทางเข้าสู่ อำเภอเมืองอุทัยธานี (95 กิโลเมตร)

เขาสะแกกรัง

เขาสะแกกรัง หรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า “วัดสังกัสรัตนคีรี” เป็นวัดเก่าแก่สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2443 ยอดเขาสะแกกรังเป็นดินแดนที่ชาวอุทัยยกให้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

ภายในวัดเป็นที่ ประดิษฐานของพระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของชาวอุทัยธานี ที่ต่างให้ความเคารพศรัทธาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยประดิษฐานอยู่ในวิหารหลังใหม่ฝั่งตรงข้ามบันไดทางขึ้นยอดเขา
สะแกกรัง ได้เวลาอันสมควร

จากนั้นนำท่านเดินทางกลับสู่ กรุงเทพฯ (230 กิโลเมตร) ระหว่างทางให้ท่านได้แวะเลือกซื้อของฝาก ของที่ระลึกที่ร้านค้าชั้นนำตามอัธยาศัย จนกระทั่งได้เวลาอันสมควร จากนั้นนำท่าน

เดินทางต่อสู่ กรุงเทพฯ

20.00 น. เดินทางถึง CENTARA GRAND AT CENTRAL PLAZA LADPRAO BANGKOK โดยสวัสดิภาพ

 

Tour Reviews

There are no reviews yet.

Leave a Review

Rating