01 – 10 ก.ค 2565 / 03 – 12 กรกฎาคม 2565
วันเดินทาง
สายการบินออสเตรียน
สายการบิน
อิตาลี
ประเทศ

ทัวร์ยุโรป : SECRETS OF LAVENDER 10 วัน (OS/LX)

กำหนดการเดินทาง : 01 – 10 ก.ค 2565 / 03 – 12 กรกฎาคม 2565

ประเทศ : อิตาลี

สายการบิน : สายการบินออสเตรียน เที่ยวบิน OS 026

ราคา : 159,800 บาท

** รายการทัวร์ทางหน้าเว็บไซต์ เป็นการนำเสนอรายการเบื้องต้นเท่านั้น กรุณาติดต่อแผนกเซลล์ เพื่อขอรายการทัวร์ทุกครั้ง

1

วันแรกของการเดินทาง

กรุงเทพฯ – มิลาน

21.00 น.  พร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออก ชั้น 4 ทางเข้าที่ 4 เคาน์เตอร์สายการบินออสเตรียน (OS) เจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ คอยต้อนรับ และอำนวยความสะดวกให้ท่านก่อนขึ้นเครื่อง

2

วันที่สองของการเดินทาง

มิลาน – ชมเมือง – ช้อปปิ้ง – ช้อปปิ้งเอาท์เลท – ลา สเปเซีย

23.45 น.  ออกเดินทางสู่ กรุงมิลาน ประเทศอิตาลี โดย สายการบินออสเตรียน เที่ยวบิน OS 026

*** แวะเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินเวียนนา ประเทศออสเตรีย เวลา 05.35 – 08.05 น. ***                                                                          

09.30 น. (เวลาท้องถิ่น) เดินทางถึง สนามบินกรุงมิลาน ประเทศอิตาลี เมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญ

ของอิตาลี เมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งแฟชั่น หลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง และศุลกากรแล้ว

มิลาน / ชมเมือง / ช้อปปิ้ง

จากนั้นนำท่าน ถ่ายภาพกับโบสถ์ดูโอโม่แห่งมิลาน โบสถ์ใหญ่อันดับ 3 ของยุโรป เป็นศิลปะแบบกอธิคที่หรูหรา และใช้เวลาในการสร้างนานเกือบ 500 ปี โดยเริ่มสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ.1386 และที่น่าทึ่งของโบสถ์ ก็คือการตกแต่งประดับประดาที่เน้นความหรูหราอย่างเต็มที่โดยเฉพาะรูปปั้นรอบตัวอาคาร มีจำนวนกว่า 3,000 ชิ้น ขวามือของโบสถ์มีอาคารทรงกากบาทหลังหนึ่ง และหลังคามุงด้วยกระเบื้องโปร่งใส เรียกกันว่า“อาเขต” สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่กษัตริย์ วิคเตอร์เอมมานูเอลที่ 2 ปฐมกษัตริย์ ของอิตาลีในการรวมชาติ นำท่าน ช้อปปิ้งภายในอาคารแกลเลอเรีย วิคตอริโอ เอมานูเอล 2

(GALLERIA VITTORIO EMMANUELE II) ช้อปปิ้งอาเขตที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีชื่อเรียกเล่นๆว่าเป็นห้องนั่งเล่นของ เมืองมิลาน เพราะนอกจากจะมีสินค้าแบรนด์เนมราคาแพงขายแล้วยังมีร้านกาแฟที่เรียกกันว่า ไซด์ วอล์ค คาเฟ่ สามารถนั่งจิบคาปูชิโน นั่งดูหนุ่มสาว แต่งกายด้วยเสื้อผ้าทันสมัย อิสระให้ท่านเดินเล่นชมความงดงามของอาคารหลังนี้ หรือเลือกซื้อสินค้าตามอัธยาศัย

เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ภัตตาคาร

บ่าย จากนั้นนำท่านเดินทางสู่  SERRAVALLE DESIGNER OUTLET (100 กิโลเมตร)

ตั้งอยู่ห่างจากเมืองมิลานเพียง 60 นาที เป็น outlet ที่มีพื้นที่มากที่สุดของยุโรป และบริหารงานโดย McArthurGlen Group เครือธุรกิจ Outlet ชั้นนำของยุโรป ซึ่งมี 13 แห่งในสหราชอาณาจักรฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ ออสเตรีย และอิตาลี ร้านค้าใน Serravalle มีทั้งหมดกว่า 180 ร้าน แหล่งช้อปปิ้งที่พร้อมมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบหรูหรา ด้วยร้านค้าที่นำเสนอแฟชั่นแบรนด์อิตาลีและแบรนด์ระดับโลกอื่นๆ อาทิ Gucci, Prada, Armani, Burberry, Nike, Adidas, Michael Kors, Calvin Klein, Benetton, Guess เป็นต้น ในราคาที่ลดลงสุงสุดถึง 70% นอกจากนั้นยังมีร้านอาหาร และคาเฟ่หลากหลายให้เลือกใช้บริการอีกด้วย อิสระให้ท่านช้อปปิ้งอย่างจุใจตามอัธยาศัย ได้เวลาอันสมควร

จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เมือง ลา สเปเซีย (LA SPEZIA) (150 กิโลเมตร) เมืองในเขตลิกูเรียทางตอนเหนือของอิตาลี อยู่ระหว่างเมืองเจนัว และปิซ่า บนทะเลลิกูเรีย และเป็นหนึ่งในอ่าวที่มีความ สำคัญทางด้านการค้าและการทหาร เดินทางถึง เมือง ลา สเปเซีย

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าสู่โรงแรมที่พัก NH LA SPEZIA หรือเทียบเท่า

3

วันที่สามของการเดินทาง

ลา สเปเซีย – ชิงเกว่ แตร์เร – ชมเมือง – เจนัว – ชมเมือง

เช้า  รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

จากนั้นนำท่านนั่งรถไฟสู่  ชิงเกว่ แตร์เร (CINQUE TERRE)

หมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งริเวียร่าของอิตาลี CINQUE TERRE มีความหมายว่า “ห้าดินแดน”   (FIVE LANDS) ประกอบด้วย หมู่บ้าน 5 แห่ง ได้แก่ MONTEROSSO AL MARE, VERNAZZA, CORNIGLIA, MANAROLA และ RIOMAGGIORE โดยทั้งห้าหมู่บ้านนี้มีหุบเขาล้อมรอบประกอบกันเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติฯ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

จากองค์การยูเนสโก้อีกด้วย จนได้เวลาอันสมควร

เที่ยง  รับประทานอาหารกลางวัน ภัตตาคาร

บ่าย นำท่านชมความงามและบรรยากาศของหมู่บ้านเป็นบางส่วน เฉพาะหมู่บ้านหลักๆที่เป็นไฮไลท์ซึ่งอาจต้องใช้เวลากันทั้งวันเลยทีเดียว โดยเฉพาะ หมู่บ้านริโอแมกจิโอเร (RIOMAGGIORE) เป็นหมู่บ้าน

เล็กๆ ที่มีเสน่ห์ และมีบรรยากาศเหมือนเมืองตุ๊กตา บ้านเรือนที่ตั้งลดหลั่นกันบนหน้าผาที่ปกคลุมด้วยต้นไม้เขียวขจีตัดกับน้ำทะเลเมดิเตอร์เรเนียนสีเทอร์ควอยซ์ ทำให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตแห่งหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย ให้ท่านชมและถ่ายรูปตามอัธยาศัย จนได้เวลาอันสมควร

จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เมืองเจนัว (GENOA) (105 กิโลเมตร)หนึ่งในเมืองใหญ่ที่สุดของอิตาลี ทั้งยังเป็นรัฐอิสระที่ตั้งอยู่ที่ลิกูเรีย ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของฝั่งทะเลอิตาลี ที่มีความรุ่งเรืองมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 11 จนถึงปี ค.ศ. 1797 และด้วยสภาพภูมิประเทศที่เหมาะสมต่อการเดินเรือนี่เอง จึงส่งผลให้เมืองเจนัวกลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญริมฝั่งชายทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางฝั่งตะวันตกของอิตาลีไปโดยปริยาย เดินทางถึง เมืองเจนัว นำท่าน ชมเมืองเจนัว บริเวณย่านศูนย์กลางที่เรียกว่า เปียซซ่า เดย์ เฟร์รารี่ บริเวณที่ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ชาวยุโรปคนแรกที่ค้นพบทวีปอเมริกา เคยอาศัยอยู่ตอนเด็กๆ ชมย่านเมืองเก่าที่ยังคงบรรยากาศของวันเวลา และกลิ่นอายของชุมชนในสมัยก่อนที่ยังคงมีอาคารโบราณในแบบสถาปัตยกรรมชาวโรมัน ซึ่งล้วนแต่มีอายุมากกว่า 500 ปีขึ้นไป ซึ่งในอดีตเป็นแหล่งรวมของกะลาสี พ่อค้า และผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ ได้เวลาอันสมควร

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

จากนั้นนำท่านเข้าสู่โรงแรมที่พัก GRAND HOTEL SAVOIA  หรือเทียบเท่า

4

วันที่สี่ของการเดินทาง

เจนัว – ซานเรโม่ – ชมเมือง – มองเต คาร์โล – ชมเมือง – นีส

เช้า  รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เมืองซานเรโม่ (SANREMO) (150 กิโลเมตร)  

ซานเรโม่ (SANREMO)

เมืองริมชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางทิศตะวันตกของแคว้นลิกูเรีย เมืองพักต่างอากาศที่เต็มไปด้วยรีสอร์ทหรูเลียบชายฝั่งทะเลสไตล์เก่าแก่แบบที่ชาวยุโรปนิยมมาเที่ยวพักผ่อน เดินทางถึง เมืองซานเรโม ผ่านชมโบสถ์สไตล์รัสเซียนที่สร้างในช่วงปี 1900 และคาสิโนที่ออกแบบ ให้เหมือนเป็นพระราชวังสีขาวเด่น และท่าเรือยอร์ชของเศรษฐีชาวยุโรปที่นิยมแวะมาพักผ่อนที่เมืองนี้บริเวณย่านการค้าของเมืองที่สินค้าระดับปานกลางไปจนถึงแพงลิบลิ่ว ฉะนั้นหากแค่เลือกชมก็นับว่าคุ้มค่า และเพลิดเพลินอย่างมาก แล้วที่สำคัญอย่าลืมแวะลิ้มรสไอศกรีมเจลาโต (GELATO) ไอศกรีมขึ้นชื่อของอิตาลี ที่เต็มด้วยความอร่อยเข้มข้น และเหมาะอย่างยิ่งกับบรรยากาศเดินเล่นชิลๆริมชายฝั่งทะเล พร้อมเพลิดเพลินกับวิวทิวทัศน์ตามอัธยาศัย

เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เมืองมองเต คาร์โล (MONTE CARLO) (45 กิโลเมตร)

มองเต คาร์โล (MONTE CARLO) เมืองเล็กๆที่ตั้งอยู่ทางตอนปลายของฝรั่งเศส นำท่าน ถ่ายภาพกับปาเล เดอ แปรงซ์ (PALAIS DE PRINCES) ปราสาทที่ประทับของเจ้าชายแห่งรัฐ ชมวิวทิวทัศน์ที่ขนาบด้วยท่าจอดเรือยอร์ชอันหรูหราซึ่งแสดงถึงความมั่งคั่ง และร่ำรวยของดินแดนแห่งนี้ แวะถ่ายภาพกับความหรูหราของคาสิโนแห่งมองเต คาร์โลซึ่งปัจจุบันเป็นแหล่งเศรษฐกิจที่สำคัญของเมือง ผ่านชมมหาวิหารเซนต์นิโคลัส ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1875 ที่เคยใช้จัดงานพระราชพิธีอภิเษกสมรสของเจ้าหญิงเกรซ เคลลี ราชธิดาแห่งโมนาโค

จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เมืองนีส (NICE) (25 กิโลเมตร)

เมืองพักตากอากาศทางทะเลที่เรียกว่า เฟรนช์ ริเวียร่า มีชายทะเลที่สวยงาม ซึ่งเริ่มกลายเป็นสถานตากอากาศยอดนิยมของคนอังกฤษ และชาวยุโรปมาตั้งแต่สมัยวิคทอเรีย ซึ่งส่วนใหญ่จะเดินทางมานีส เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ชายหาดของนีสไม่ใช่หาดทราย แต่จะเป็นหินก้อนเล็กๆที่ไม่คม ซึ่งคือเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของเมืองนีส

เดินทางถึง เมืองนีส

 จากนั้นอิสระให้ท่านช้อปปิ้ง บริเวณจัตุรัสมาสเซนา (PLACE MASSENA) ตามอัธยาศัย หรือเดินเล่นริมหาดบน ถนนพรอมเมอนาร์ด เดส์ อังเกลส์ (PROMENADE DES ANGLAIS) ซึ่งอาจแปลได้ใจความว่า“ทางเดินของคนอังกฤษ” เนื่องจากเป็นถนนเลียบชายหาดที่สวยงามเหมาะกับการพักผ่อนหย่อนใจ

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

จากนั้นนำท่านเข้าสู่ที่พักโรงแรม ASTON LA SCALA หรือเทียบเท่า

5

วันที่ห้าของการเดินทาง

นีส – ชมเมือง – กราสส์ – โรงงานน้ำหอม – ช่องแคบแวร์ดง

เช้า  รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

นีส / ชมเมือง / ช้อปปิ้ง

จากนั้นนำท่าน ชมเมืองนีส เมืองซึ่งอุดมไปด้วยสถาปัตยกรรม และวัฒนธรรมชั้นเยี่ยม ซากปรักหักพัง พิพิธภัณฑ์ ร้านเสื้อผ้า ตลาดกลางแจ้ง ภัตตาคาร อันเป็นสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชม  ถ่ายภาพกับโบสถ์นอร์ทเทรอดามของเมืองนีส (BASILQUE NOTRE-DAME DE NICE) เป็นโบสถ์ที่ได้รับอิทธิพลมาจากสถาปัตยกรรมแบบโกธิคอย่างชัดเจน เป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดของเมืองและเป็นอาคารทางศาสนาแห่งแรกที่มีความทันสมัยตั้งโดดเด่นสง่างามกลางถนนสายหลักในเมือง

บ่าย จากนั้นนำท่านเดินทางต่อสู่ เมืองกราสส์ (GRASSE) (45 กิโลเมตร)

กราสส์ (GRASSE)

เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงทางการผลิตน้ำหอมเบื้องหลังความหอมแห่ง Chanel No.5 น้ำหอมที่ได้ชื่อว่าเป็นตำนานแห่งความหอมของโลก และมีผู้ซื้อหนึ่งขวดในทุกๆ 55 วินาที ดังนั้นรอบเมืองจีงเต็มไปด้วยทุ่งดอกไม้หอมนานาพันธุ์ที่จะกลายมาเป็นหัวน้ำหอมหลากกลิ่น เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมการผลิตน้ำหอมมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ด้วยการริเริ่มการใส่น้ำหอมมาจากพระนางแคเธอรีน เดอเมดิซี

โรงงานผลิตน้ำหอม FRAGONARD

นำท่าน เข้าชมโรงงานผลิตน้ำหอม ที่ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 16 ชมกระบวนการผลิตน้ำหอมด้วยการสกัด และการกลั่น ตลอดจนห้องจัดนิทรรศการแสดงประวัติความเป็นมาของการผลิตน้ำหอม และคอลเล็กชั่นขวดน้ำหอมมากมาย เพื่อจะได้รู้ว่าน้ำหอมหรูหราจากแบรนด์ดังที่วางจำหน่ายกันอยู่ทั่วโลกมีที่มาอย่างไร จนได้เวลาอันสมควร

นำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พัก HOTEL & SPA DES GORGES DU VERDON (90 กิโลเมตร)  โรงแรมที่พัก ทำเลยอดเยี่ยมตั้งอยู่ใจกลางบริเวณช่องแคบแวร์ดง ซึ่งถือเป็นสถานที่อันเป็นไฮไลท์ของภูมิภาคนี้

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารในโรงแรมที่พัก

6

วันที่หกของการเดินทาง

ช่องแคบแวร์ดง – เส้นทางถนนสายลาเวนเดอร์   วาลองโซล – ทุ่งลาเวนเดอร์ หมู่บ้านกอร์ด – อาวิญง

เช้า  รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ ช่องแคบแวร์ดง (LES GORGES DU VERDON) (10 กิโลเมตร) หรือเรียกสั้นๆ กันว่า Grand Canyon ของฝรั่งเศส ช่องแคบแวร์ดง (LES GORGES DU VERDON)เป็นช่องแคบที่มีความลึก 300-700 เมตรเลยทีเดียว เมื่อมองลงไปด้านล่างมนุษย์จะดูเหมือนมด อีกทั้งแม่น้ำที่ไหลผ่านจะเห็นเป็นริบบิ้นสีเขียว จนนึกไม่ถึงเลยว่าสายน้ำเล็กๆที่มองเห็นอยู่นั้นมีความกว้างถึง 8 เมตร และไหลลงสู่หินด้วยความแรงจนกระทั่งสามารถกัดเซาะหินให้เป็นร่องยาวถึง 25 กิโลเมตร หน้าผาที่ถูกน้ำกัดเซาะกับธารน้ำสีเทอควอยส์นั้น จึงกลายเป็นช่องแคบระหว่างเขาที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ซึ่งถือเป็น One of Europe’s most beautiful ที่ไม่ควรพลาดชม อิสระให้ท่านถ่ายภาพความงดงามตามอัธยาศัย

จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เมืองวาลองโซล (VALENSOLE) (60 กิโลเมตร)

วาลองโซล (VALENSOLE)

เมืองเล็กๆ ที่มีเสน่ห์ของทุ่งลาเวนเดอร์กว้างใหญ่ที่สุดในฝรั่งเศส ทุกย่างก้าวที่เดินผ่านกลิ่นหอมของดอกลาเวนเดอร์ จะแวะมาทักทายเป็นระยะๆ จนท่านแทบจะอดใจไม่ไหวที่อยากจะกระโดดลงไปในท้องทุ่งอันกว้างใหญ่ที่ละลานตาไปด้วยลาเวนเดอร์ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ชูช่อออกมาเป็นแนวทิวแถวเลยทีเดียว อิสระให้ท่านเพลิดเพลินกับการถ่ายภาพกับทุ่งลาเวนเดอร์ และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นตามอัธยาศัย จนกระทั่งได้เวลาอันสมควร

จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เมืองมาโนสก์ (MANOSQUE) (25 กิโลเมตร) ที่ตั้งของโรงงานผลิตสินค้าชื่อดัง L’occitane en provence ที่ส่งขายไปยัง 85 ประเทศทั่วโลก และมีร้านค้ากว่า 900 ร้าน ในปัจจุบัน

เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย จากนั้นนำท่าน แวะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ L’occitane สินค้านำเข้าจากประเทศฝรั่งเศสที่ผลิตมาจากธรรมชาติล้วนๆ อาทิเช่น ดอกลาเวนเดอร์ ดอกส้ม มะกอก น้ำผิ้ง อัลมอลล์ La verveine ฯลฯ จนได้เวลาอันสมควร

จากนั้นนำท่านเดินทางต่อสู่ เส้นทางถนนสายลาเวนเดอร์ในเขตเทือกเขาลูเบอรอง (LUBERON) เพื่อ

นำท่านเดินทางสู่ หมู่บ้านกอร์ด (GORDES) (65 กิโลเมตร)

หมู่บ้านกอร์ด (GORDES)

เมืองเก่าแก่ที่มากด้วยเสน่ห์น่าหลงใหล เป็นแหล่งผลิตไวน์ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ลักษณะเมืองจะสร้างจากยอดเขา และปลูกลดหลั่นกันมาตามไหล่เขา

มีบ้านเรือนที่มีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม และบรรยากาศแบบชนบทดั้งเดิมของโพรวองซ์รอบนอกของหมู่บ้านนี้ เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านหิน 6,000 ปี

(Le village des Bories) หมู่บ้านหินเก่าแก่ที่สร้างด้วยการน่าหินมาวางเรียงรายโดยไม่ได้ใช้วัสดุเชื่อมใดๆ ความสวยงาม และความเป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้านแห่งนี้ทำให้ได้รับคัดเลือกให้เป็น หนึ่งในหมู่บ้านที่สวยที่สุดในฝรั่งเศส”อิสระให้ท่านเลือกซื้อสินค้าแปรรูปจากดอกลาเวนเดอร์ ทั้งขนม น้ำหอม สบู่ ภาพวาดสวยงาม ตามอัธยาศัย

จากนั้นนำท่านสู่ โบสถ์แอบบี เดอ ซีนอคค์ (ABBAYE DE SENANQUE) (5 กิโลเมตร) จุดถ่ายภาพกับ

ทุ่งลาเวนเดอร์อีกแห่งหนึ่งที่ท่านไม่ควรพลาด

โบสถ์แอบบี เดอ ซีนอคค์ (ABBAYE DE SENANQUE) เป็นจุดถ่ายภาพที่มีทุ่งดอกลาเวนเดอร์สีม่วงปลูกเป็นแปลงสวยงามอยู่ด้านหน้า ซึ่งทุ่งดอกลาเวนเดอร์แห่งนี้จะบานสะพรั่งตั้งแต่เดือนมิถุนายนไปจนถึงวัน ที่ 14 กรกฎาคม จากนั้นทั้งหมดก็จะถูกเก็บเกี่ยวในวันชาติของประเทศฝรั่งเศส อิสระให้ท่านถ่ายภาพตามอัธยาศัยกับทุ่งลาเวนเดอร์สีม่วงละลานตา ได้เวลาอันสมควร

จากนั้นนำท่านเดินทางต่อสู่ เมืองอาวิญง (AVIGNON) (50 กิโลเมตร)เมืองยุคกลางที่พระสันตะปาปาคลีเมนต์ ที่ 5 แห่งโรม อพยพหนีความวุ่นวายทางการเมืองมาตั้งศูนย์กลางทางศาสนาขึ้นในช่วง ศตวรรษที่14 ปัจจุบันมีชื่อเสียงอย่างมากทางด้านศิลปะและบันเทิง จุดสนใจที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาชมกันมาก คือ เมืองโบราณที่มีกำแพงล้อมรอบ เดินทางถึง เมืองอาวิญง นำท่าน ถ่ายภาพคู่กับสะพานเซนต์เบเนเซ่ (Pont Saint-Bénézet) หรือสะพานแห่งเมืองอาวิญง (Pont d’Avignon)สะพานคอนกรีตโบราณขาดเหลือไม่ถึงครึ่ง ที่ใช้ในการข้ามแม่น้ำโรนน์ ปัจจุบันกลายเป็นเครื่องหมายการแบ่งแยกดินแดนของฝรั่งเศสกับคริสตจักรที่ไม่ราบรื่น เป็นสะพานที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกจากบทเพลง(ซูริ เลอ ปองต์ ดาวิญง) ที่โดดเด่นสะดุดตามากที่สุดถ่ายภาพกับพระราชวังของสันตะปาปา (PALAIS DES PAPES) ที่สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมแบบโกธิค และเคยเป็นที่ประทับขององค์พระสันตะปาปาถึง 7 พระองค์ แม้จะถูกทำลายไปจากการเกิดเพลิงไหม้ในบางส่วนแต่ก็ได้รับการบูรณะและกลับเป็นเหมือนดังเดิม พระราชวังของพระสันตะปาปาแห่งอาวิญง ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี ค.ศ. 1995 จนกระทั่งได้เวลาอันสมควร

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าสู่โรงแรมที่พัก AVIGNON GRAND หรือเทียบเท่า

7

วันที่เจ็ดของการเดินทาง

อาวิญง เกรอนอบ – ชมเมือง – ชาโมนิกซ์

เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เมืองเกรอนอบ (GRENOBLE) (230 กิโลเมตร)

เมืองศูนย์กลางของเฟรนช์แอลป์ โดยเฉพาะในด้านการคมนาคม เป็นเมืองมหาวิทยาลัยที่มีชื่อ โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนมี “ซัมเมอร์คอร์ส” ที่มีชื่อเสียงมาก และขณะเดียวกันในฤดูหนาวก็ยังได้ชื่อว่าเป็นแหล่งเล่นสกีที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย เดินทางถึง เมืองเกรอนอบ นำท่าน ผ่านชมอาคารรัฐสภาโดฟีเน (Palace of the Parliament of dauphiné) อีกหนึ่งอาคารที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ปัจจุบันอาคารแห่งนี้ได้กลายเป็นมรดกทางด้านสถาปัตยกรรมที่สำคัญของเมือง

เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย จากนั้นนำท่านเดินทางต่อสู่ เมืองชาโมนิกซ์ (CHAMONIX) (205 กิโลเมตร)

เมืองท่องเที่ยวชื่อดัง และเป็นเมืองพักตากอากาศที่อยู่ติดกับเทือกเขาแอลป์ และสวิสเซอร์แลนด์ที่รายล้อมไปด้วยภูเขาสูงที่มีหิมะปกคลุมตลอดปีเป็นที่นิยมของคนฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก เดินทางถึง เมืองชาโมนิกซ์ อิสระให้ท่านเดินเล่นผ่อนคลายไปกับบรรยากาศของเมืองตามอัธยาศัย จนได้เวลาอันสมควร

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

จากนั้นนำท่านเข้าสู่ที่พักโรงแรม Mercure Chamonix Centre ระดับ 4 ดาวหรือเทียบเท่า

8

ชาโมนิกซ์ยอดเขามองบลองก์ – เบิร์น – ชมเมือง – ช้อปปิ้ง

เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

นำท่านเดินทางสู่ สถานีรถกระเช้าลอยฟ้าเอกุยย์ดูมีดี (Aiguilledu Midi สูง 3,842 ม.)

เพื่อนำท่านสู่ ยอดเขามองบลองก์

ยอดเขามองบลองก์ (MONT BLANC)

ระหว่างขึ้นท่านสามารถชมทัศนียภาพอันสวยงาม

ที่แวดล้อมไปด้วยหิมะ และต้นไม้ หรือวิวทิวทัศน์ของเมืองชาโมนิกซ์ จนถึงยอดเขา Aiguille du Midi

นำท่านข้ามสะพานลอยเพื่อเดินทางสู่ลิฟท์ เพื่อขึ้นสู่ยอดเขา นำท่าน ชมยอดเขามองบลองก์ที่ถือว่าเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในยุโรป อิสระให้ท่านเพลิดเพลินกับทัศนียภาพของยอดเขามองบลองก์ 

เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย  จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ กรุงเบิร์น  (BERN) (175 กิโลเมตร)  

เบิร์นเป็นเมืองที่ได้รับตำแหน่งมรดกโลกทางด้านวัฒนธรรมที่องค์การยูเนสโกให้อนุรักษ์ไว้ นำท่าน ชมมาร์คกาสเซ ย่านเมืองเก่าที่ปัจจุบันเต็มไปด้วยร้านดอกไม้และร้านเสื้อผ้าบูติค เป็นย่านที่ปลอดรถยนต์จึงเหมาะกับการเดินเที่ยว ชมอาคารเก่าอายุ 200-300 ปีชมถนนจุงเคอร์นกาสเซ ถนนที่มีระดับสูงสุดๆ ของเมืองนี้ ถนนครัมกาสเซ เต็มไปด้วยร้านภาพวาด และร้านขายของเก่าในอาคารโบราณ

ถ่ายภาพกับ นาฬิกา ไซ้ท์ กล็อคเค่น อายุ 800 ปี ที่มี “โชว์” ให้ดูทุกๆชั่วโมงที่นาฬิกาตีบอกเวลาและผ่านชม มหาวิหารเซนต์วินเซนต์รัทเฮ้าส (ทาวน์ฮอลล์)

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

จากนั้นนำท่านเข้าสู่ที่พักโรงแรม  SWISSOTEL KURSAAL BERN หรือเทียบเท่า

9

เบิร์น – สนามบินซูริค – กรุงเทพฯ

เช้า  รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ สนามบินเมืองซูริค (ZURICH) (125 กิโลเมตร) เพื่อเดินทางกลับสู่ กรุงเทพฯ

13.20 น.  ออกเดินทางสู่ กรุงเทพฯ โดย สายการบินสวิสแอร์ เที่ยวบิน LX180

10

กรุงเทพฯ

05.00 น. เดินทางถึง สนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ…