9 – 19 เมษายน 2562
วันเดินทาง
สายการบินเอมิเรตส์ (EK)
สายการบิน
โมร็อกโก
ประเทศ

ทัวร์แอฟริกา : LUXURY MOROCCO 11 วัน (EK) (ทัวร์สงกรานต์ 2562)

กำหนดการเดินทาง : 9 – 19 เมษายน 2562

ประเทศ : โมร็อกโก

สายการบิน : สายการบินเอมิเรสต์ (EK)

ราคา : 139,800 บาท

Colorful Of Morocco  สัมผัสอากาศสบายๆ อุณหภูมิเฉลี่ย 11-22 องศา มนต์เสน่ห์สีสันแห่งโมรอคโค ดินแดนบนสุดขอบทวีปแอฟริกา

คาซาบลังก้า – ราบัต – เชฟเชาเอิน – เฟซ – อิเฟรน – เออร์ฟูย์ด – ทอดร้าจอร์จ วอซาเซท – ไอท์ เบนฮาดดู – มาราเกซ – เอซาเวร่า – แอลฌาดีดา – คาซาบลังก้า

สัมผัสเมืองริมขอบชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง เมืองคาซาบลังก้า ชมเมดิน่าแห่ง กรุงราบัติ สัมผัสบรรยากาศเมืองเก่าอย่างแท้จริง ชมเมืองเชฟเชาเอิน เมืองสีฟ้าแห่งความโรแมนติกที่ต้องมาเยือนสักครั้งในชีวิต ชมความยิ่งใหญ่ เมืองโบราณโวลูบิลิส โบราณสถานแห่งโมรอคโคในยุคอาณาจักรโรมัน เดินเล่นชมเมืองหลวงเก่าแห่ง เฟส ย้อนเวลาสู่อดีตเมืองที่คงเสน่ห์ความเป็นโมรอคโคไว้ได้อย่างดี  เปิดประตูสู่ทะเลทรายซาฮาร่า เมืองเมอร์ซูก้า ผจญภัยตะลุยทะเลทรายโดยรถขับเคลื่อนแบบ 4WD มหัศจรรย์แห่งมาราเกช เมืองสีชมพู สัมผัสกลิ่นไอเมืองอาหรับโบราณ พร้อมที่พักมาตรฐานระดับ 5 ดาว

** รายการทัวร์ทางหน้าเว็บไซต์ เป็นการนำเสนอรายการเบื้องต้นเท่านั้น กรุณาติดต่อแผนกเซลล์ เพื่อขอรายการทัวร์ทุกครั้ง

1

วันแรกของการเดินทาง

กรุงเทพ ฯ – ดูไบ

23.00 น. พร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออก ชั้น 4 ทางเข้าที่ 9 แถว T

เคาน์เตอร์ที่สายการบินเอมิเรสต์ (EK) เจ้าหน้าที่จากบริษัทเร้นจ์ฯ จะคอยต้อนรับและอำนวยความสะดวกให้ท่านก่อนขึ้นเครื่อง

2

วันที่สองของการเดินทาง

 ดูไบ – คาซาบลังก้า – ราบัต – ป้อมอูไดยะ – ชมเมือง – ราบัต

02.25 น. ออกเดินทางสู่ เมืองคาซาบลังก้า โดย สายการบินเอมิเรสต์ เที่ยวบิน EK 371/751

(แวะเปลี่ยนเครื่องที่ดูไบ เวลา 05.35 – 07.31 น.)

12.21 น. เดินทางถึง สนามบินเมืองคาซาบลังก้า ประเทศโมรอคโค (เวลาท้องถิ่นช้ากว่าประเทศไทย 7 ชั่วโมง) หลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง และศุลกากรแล้ว

นําท่านออกเดินทางสู่ เมืองราบัต (RABAT) (120 กิโลเมตร) เมืองหลวงแห่งราชอาณาจักรมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1956 เมืองหลวงแห่งที่ 4 ของโมรอคโค เป็นเมืองสีขาวที่สะอาดและสวยงาม บ้านเรือนออกแนวสไตล์ฝรั่งเศส ผสมผสานศิลปะมุสลิมแบบโบราณที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้  จึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลกจากยูเนสโก เมื่อปี  2012

จากนั้นนําท่านเข้าชม ป้อมอูไดยะ(OUDAYAS FORTRESS) ป้อมขนาดใหญ่ 2 ชั้นที่ตั้งอยู่ริมมหาสมุทรแอตแลนติก ล้อมรอบด้วยกําแพงสูงใหญ่ ด้านในท่านสามารถเดินชม เมดิน่า บ้านเรือนทาทาบด้วยสีฟ้า ที่สะอาดตาน่าเดินเล่น จากนั้นนำท่านชม สุเหร่าฮัสซัน หรือ สุเหร่าหลวง (HASSAN MOSQUE) ที่ทุกเที่ยงวันศุกร์ กษัตริย์แห่งโมรอคโคจะทรงม้าจากพระราชวังมายังสุเหร่าเพื่อประกอบศาสนกิจ

นำท่านชม สุสานของกษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 5 (MAUSOLEUM OF MOHAMMED V) พระอัยกาของกษัตริย์ องค์  ปัจจุบัน ซึ่งมีทหารยามยืนเฝ้าสง่าทุกประตู และเปิดให้คนทุกชาติทุกศาสนาเข้าไปเคารพพระศพที่ฝังอยู่ เบื้องล่าง ด้านหน้าของสุสาน คือสุเหร่าฮัสซันที่เริ่มสร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 แต่ไม่สําเร็จ และพังลงจนเหลือ แต่เพียงเสาไว้ 365 ต้น ในบริเวณกว้าง 183 x 139 เมตร

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พักโรงแรม THE VIEW HOTEL ระดับ 5 ดาว หรือเทียบเท่า

3

วันที่สามของการเดินทาง

ราบัต – เชฟเชาเอิน – ชมเมือง – เชฟเชาเอิน

เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

นําท่านออกเดินทางสู่ เมืองเชฟเชาเอิน (CHEFCHAOUEN) (250 กิโลเมตร) เมืองนี้ถือเป็นสถานที่  ท่องเที่ยวที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงอีกแห่งและยังเป็นเมืองที่มีชายแดนติดกับสเปนด้วยความที่รูปร่างลักษณะของยอดเขาของที่นี่เหมือนกับเขาแพะ (Chaoua) ดังนั้นชื่อเมืองจึงมี ความหมายที่ตรง ตัวเลยว่า “มองที่เขาแพะนั่นซิ” ด้วยลักษณะเมืองที่อยู่บนภูเขา จึงทําให้นักท่องเที่ยวที่มานี่

ต่างได้ลิ้มรสของความเงียบสงบ บรรยากาศโรแมนติก และได้สัมผัสถึงการพักผ่อนอย่างแท้จริง เดินทางถึง เมืองเชฟเชาเอิน

เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร  

บ่าย นำท่านเดินทางสู่ เมืองโบราณโรมันโวลูบิลิส (Roman city of Volubilis) (180 กิโลเมตร) ที่ปัจจุบันเหลือแต่ซากปรักหักพังที่เกิดจากแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงในปี ค.ศ.1755 แต่ยังคงเห็นได้ถึงร่องรอยความยิ่งใหญ่ของเมืองในจักรวรรดิโรมันในอดีต จากวิหารเทพเจ้าของเมืองโบราณ โวลูบิลิส ท่าน  สามารถมองเห็น เมืองมูเลไอดริส (Moulay Idriss) เมืองศูนย์กลางศาสนาอันศักดิสิทธิของชาวมุสลิมในโมรอคโค ทุกๆปี ช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน จะมีเหล่านักจาริกแสวงบุญมาเยือนเมืองแห่งนี้เพื่อ ประกอบพิธีทางศาสนา เปรียบได้กับเมืองเมกกะของประเทศซาอุดิอาระเบีย

นําท่านเดินทางสู่ เมืองเฟซ (FES) (100 กิโลเมตร) เมืองโบราณตั้งอยู่บนพื้นที่อุดมสมบูรณ์ที่ต่อจากเชิงเทือกเขารีฟ(Rif Mountain)ทางตอนเหนือกับเขตเทือกเขาแอตลาสตอนกลาง (Middle Atlas) มีแม่นํ้าเฟส (River Fes) ไหลผ่านกลางเมือง ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ(เมษายน-พฤษภาคม) จะเห็นดอกไม้ป่าสีสันสดใสขึ้นตลอดข้าง ทาง และที่นี่เป็นเมืองที่ยังคงมีบรรยากาศของเมืองโบราณที่ผู้คนยังใช้ลาเป็นพาหนะและบรรทุกของกันอยู่ ท่านจะได้สัมผัสบรรยากาศเมืองเก่าแก่ที่สุดในบรรดาเมืองหลวงเก่าทั้งสี่แห่ง แต่สิ่งที่สําคัญของเมืองเฟสคือ ในปีค.ศ.1981 องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้เขตเมืองเก่าของ เฟสเป็นเมืองมรดกโลกทางประวัติศาสตร์

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พักโรงแรม HÔTEL SAHRAI ระดับ 5 ดาว หรือเทียบเท่า

 

4

วันที่สี่ของการเดินทาง

เฟซ – ชมเมือง – เฟซ

เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

นําท่าน ชมเมืองเฟซ (FES) เมืองหลวงเก่าในศตวรรษที่ 8 ที่มีความสําคัญทางประวัติศาสตร์เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของโมรอคโค นำท่านขึ้นชม จุดชมวิวบนป้อมปราการ แห่งราชวงศ์ซาเดียน

จากนั้นนำท่านชม ประตูพระราชวังแห่งเฟซ (The Royal Palace) ประตูทางเข้าพระราชวังเป็นสถาปัตยกรรมที่สวยและสง่างาม เป็นเอกลักษณ์แห่งราชวงศ์โมรอคโค บริเวณใกล้เคียงพระราชวังเคยเป็นชุมชนชาวยิวที่ทํารายได้ให้แก่ราชวงศ์ เพราะชาวยิวฉลาดทําการค้าเก่ง แต่ปัจจุบันชาวยิวส่วนใหญ่ได้เดินทางกลับไปอยู่ในดินแดนแห่งพันธสัญญา (ประเทศอิสราเอล) คงเหลือชาวยิวอยู่ไม่มากนัก ชมชุมชนชาวยิว (The Synagouge) ที่มาอาศัยอยู่ตั้งแต่ใน สมัย ศ.ต.ที่ 7 ซึ่งกระจายอยู่ทุกเมืองในอดีต ชาวยิวเป็นชนชาติที่ขยันฉลาดส่วนใหญ่มีอาชีพเป็นพ่อค้า จึงทําให้สุลต่านและกษัตริย์ในอดีตนําชาวยิวมาเป็นบริวารอยู่โดยรอบวัง เพื่อการเก็บภาษีจากการค้าได้ง่ายขึ้น

จากนั้นนําท่านเดินทางเข้าสู่ เขาวงกตอันซับซ้อน แห่งเมดินาเมืองเฟซ ผ่านประตู Bab Bou Jeloud ที่สร้างตั้งแต่ปี 1913 ที่ใช้โมเสดสีฟ้าตกแต่ง เดินผ่านเข้าไปในเขตเมดิน่าแล้วเหมือนข้ามกาลเวลาย้อนสู่อดีต

นำท่านชม เมเดอร์ซา บูอิมา เนีย (Merdersa Bou Imania) ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนพระคัมภีร์ เป็นสถาปัตยกรรมแบบมัวร์ที่สวยงาม  ประณีต ในเขตเมืองเก่าได้แบ่งออกเป็น 100 ส่วน มีซอยกว่า 10,000 ซอย มีซอยแคบ  สุดคือ 50 ซ.ม. ถึงกว้าง 3 เมตร จะแบ่งเป็นย่านต่างๆ เช่น ย่านเครื่องใช้ทองเหลือง  ทองแดง จะมีร้านค้าเล็กๆที่หน้าร้านจะมีหม้อ กระทะ อุปกรณ์เครื่องครัว วางแขวนห้อยเต็มไปหมด ย่านขายพรมที่วางเรียงรายอย่างสวยงาม ย่านงานเครื่องจักสาน งานแกะสลักไม้ และย่านเครื่องเทศ (Souk El Attarine) ท่านจะได้สัมผัสทั้งรูป รสและกลิ่นในย่านเครื่องเทศ ที่มีการจัดเรียงสินค้าได้อย่างเป็นระเบียบ

เรียบร้อยสวยงาม ระหว่างที่เดินตามทางในเมดิน่าท่านจะได้พบกับ นํ้าพุธรรมชาติ (Nejjarine Fountain) เพื่อให้ชาวมุสลิมให้ล้างหน้าล้างมือก่อนเข้าในบริเวณมัสยิด นอกจากนี้ที่ตามซอกมุมอาจเห็นภาพชายสูงอายุหนวดเครารุงรังนั่งแกะสลักไม้ชิ้นเล็กๆอยู่บริเวณตามทางเดินแคบๆในเขตเมืองเก่า บางทีเราก็ยังจะเห็นผู้หญิงที่นี่สวมเสื้อผ้าที่ปิดตั้งแต่หัวจนถึงเท้าจะเห็นได้ก็เฉพาะตาดําอันคมกริบเท่านั้น

เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย นําท่านเดินต่อในเมดิน่าแห่งเฟส นำท่านชม สุสานของมูเล ไอดริสที่ 2 (MOULAY IDRISS MAUSOLEM II) ที่ชาวโมรอค โคถือว่าเป็นแหล่งมาแสวงบุญที่ศักดิสิทธิ์

ผ่านชม สุเหราใหญ่ไคเราวีน (Kairaouine  Mosque) ซึ่งเป็นทั้ง มหาวิทยาลัยสอนศาสนาแห่งแรกของโมรอคโคและเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว (เข้าด้านในได้เฉพาะผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามเท่านั้น)

จากนั้นนําท่านเดินชม ย่านเครื่องหนังและแวะชม บ่อฟอกและย้อมสีหนังแบบโบราณ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเมืองเฟสถูกอนุรักษ์โดยองค์กรยูเนสโก้ ทั้งหมดนี้เป็นเสน่ห์ของ การเดินเที่ยวชมเมืองที่ต้องเดินแหวกว่ายเข้าไปในกลุ่มคนชาวพื้นเมือง ช้อปปิ้งสินค้าท้องถิ่น เมืองเฟซจึงเป็น สถานที่ที่ไม่ควรพลาดในการมาเยือนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อท่านเดินผ่านประตูเข้าไปจะพบตรอกซอยเล็ก ๆ มากมาย วกวน ซับซ้อน ซึ่งยุคอิสลามเก่าแก่ถนนเมืองหลวงหลาย ๆ เมืองจะมีความเหมือนกันคือความวกวน ซับซ้อน เหมือนเขาวงกต ไม่แปลกที่หลายคนจะไปหลงอยู่ในตรอกซอยได้ ท่ามกลางบรรยากาศตลาดที่มี ชีวิตชีวาและผู้คนมากมาย

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พักโรงแรม HÔTEL SAHRAI ระดับ 5 ดาว หรือเทียบเท่า

5

วันที่ห้าของการเดินทาง

เฟซ – อิเฟรน – เออร์ฟูย์ด – ท่องทะเลทรายซาฮาร่า – เมอร์ซูก้าร์

เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

นำท่านเดินทางสู่ เมืองอิเฟรน (IFRANE) (70 กิโลเมตร) เป็นเมืองที่ความสูงประมาณ 1,650 เมตร เหนือระดับนํ้าทะเล เป็นที่พักตากอากาศ ซึ่งในอดีตฝรั่งเศสได้มาสร้างขึ้นบริเวณนี้ ในช่วง ค.ศ. 1930 บางครั้งเรียกเมืองแห่งนี้ว่า เจนีวาแห่งโมรอคโค

นำท่าน ผ่านชมเมืองอิเฟรน บ้านเรือส่วนใหญ่จะมีหลังคาสีแดง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเมืองอิเฟรนเป็นเมืองตากอากาศที่มีสถานที่พักผ่อนทั้งฤดูหนาวและฤดูร้อน ผ่านชมเส้นทางผาดผ่าน เทือกเขาแอตลาส ชื่อที่คุ้นเคยกันมาเป็นเวลานาน ภูมิประเทศเขียวชอุ่มไปด้วยป่าไม้ สองข้างทางเปลี่ยนสภาพจากความแห้งแล้วเป็นป่าไม้ พุ่ม และสลับกับความแห้งแล้งของภูเขา

จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เมืองมิเดล (MIDELT) (140 กิโลเมตร) เพื่อรับประทานอาหารกลางวัน

เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย จากนั้นนำท่านออกเดินทางสู่เขตทะเลทรายซาฮาร่า สู่ เมืองเออร์ฟูย์ด (ERFOUD) (220 กิโลเมตร) ซึ่งเป็น  โอเอซิสศูนย์กลางการค้าขายของคาราวานซึ่งเดินทางมาจากซาอุดิอาระเบีย และซูดาน สู่เขตทะเลทรายซาฮาร่า ระหว่างทางจะผ่านโอเอซิส การทําระบบชลประทานใต้ดิน ท่านใดที่เคยเที่ยวเส้นทางสายไหมในจีนมาแล้วก็จะนึกภาพออก นำท่านเข้าชม ฟอสซิลเวิร์ด (FOSSIL MUSEUM)

จากนั้นนําท่านเดินทางสู่ เมืองเมอร์ซูก้าร์ (MERZOUGA) (50 กิโลเมตร) โดยท่านจะนั่งรถขับเคลื่อนสี่ล้อ 4 WD ไป ท่องทะเลทรายซาฮาร่า “Sahara” เป็นทะเลทราย ในทวีปแอฟริกาที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก (รองจากทะเลทรายในทวีปแอนตาร์กติกา) และเป็นทะเลทรายร้อนที่ใหญ่ที่สุดของโลก ลัดเลาะขอบทะเลทรายสู่เขตซาฮาร่าการเข้าพักเต้นท์แคมป์ที่ทะเลทราย ท่านต้องใช้กระเป๋าสัมภาระใบเล็ก แยกไว้เพื่อนำไปใช้สำหรับการขพักในทะเลทราย  

ค่ำ  รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร


จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พักโรงแรม CARAVAN SERAI DESERT CAMP หรือเทียบเท่าพักเต้นท์แคมป์สไตล์ชาวเบดูอิน สัมผัสบรรยากาศที่พักท่ามกลางผืนทะเลทรายซาฮาร่าอันกว้างใหญ่

6

วันที่หกของการเดินทาง

เมอร์ซูก้าร์ – ทินเฮียร์ – ทอดร้าจอร์จ – วอซาเซท              

05.00 น. นำทุกท่านขี่อูฐไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ทะเลทรายซาฮาร่า

เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

จากนั้นเดินทางสู่ ทอดร้าจอร์จ (Todra George) (180 กิโลเมตร)”ชมความงามของช่องเขาที่ซ่อนตัวอยู่ในโอเอซิส ลํานํ้าเกลือที่ไหลผ่านช่องเขา กับหน้าผาสูงชันแปลกตา เป็นแหล่งปีนหน้าผาสําหรับนักเสี่ยงภัยทั้งหลาย นำท่านแวะชม โอเอซิส Tinerhir ชุมชนที่เกาะกลุ่มอยู่รวมกันท่ามกลางความแห้งแล้ง ยังมีความชุ่มชื้นของโอเอซิส ต้นปาล์ม เคย เป็นที่ตั้งของกองทหารที่เดินทางมาจากวอซาเซทได้เวลาพอสมควร

นำท่านเดินทางสู่ เมืองวอซาเซท (OUARZAZATE) (170 กิโลเมตร) ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ในปี ค.ศ.1928 ฝรั่งเศสได้ตั้งกองกําลังทหารและพัฒนาที่นี่ ให้เป็นศูนย์กลางการบริหาร วอซาเซทเป็นเมืองถูกส่งเสริมให้  เป็นเมืองท่องเที่ยวที่แวดล้อมไปด้วยสตูดิโอ ภาพยนตร์ อาทิ และมีการพัฒนาพื้นที่ใน ทะเลทรายเพื่อการทํากิจกรรมต่างๆ เช่นการขี่มอเตอร์ไซด์ อูฐ กิจกรรม ผจญภัยกลางทะเลทราย (สําหรับในฤดูหนาว-ฤดูใบไม้ผลิ (พ.ย.-เม.ย.) ควรเตรียมเสื้อกันหนาวให้เพียงพอ เพราะเมืองนี้อยู่ใกล้ภูเขาแอตลาส ที่มีหิมะปกคลุมในช่วงดังกล่าว วอซาเซท อาจกล่าวได้ว่าเป็นจุดมุ่งหมาย ของนักท่องเที่ยวที่มองหาความแตกต่าง และความผจญภัยที่หาไม่ได้จากที่ไหน

เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย จากนั้นเดินทางบนเส้นทาง ถนนแห่งคาชบาห์ หรือป้อมปราการนับพัน ที่ได้รับการขนานนามว่า เนื่องจากตลอดสองข้างทางจะมีคาชบาห์น้อยใหญ่หลายร้อยแห่งเรียงรายสุดลูกหูลูกตาตามถนนดังกล่าว วอซาเซท เป็นเมืองที่สําคัญที่สุดของทางตอนใต้ และที่นี่ยังเป็นทางเชื่อมระหว่างเหนือกับใต้ และตะวันออกกับตะวันออกสําหรับนักท่องเที่ยวบางคนที่ชอบรสชาติของความเป็นทางใต้ ณ จุดกึ่งกลางแห่งนี้ และยังเป็นจุดเริ่มต้นของการสํารวจเมืองต่างๆได้ทุกวัน

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พักโรงแรม BERBER PALACE ระดับ 5 ดาว หรือเทียบเท่า

7

วันที่เจ็ดของการเดินทาง

วอซาเซท – ชมเมือง – ไอท์ เบนฮาดดู – ชมเมือง – มาราเกซ Fantasia Show – มาราเกซ

เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

นําท่านเข้าชม ป้อมทาเริท (KASBAH TAOURIRT) เป็นป้อมแห่งตระกูลกลาวี ภายใต้หมู่อาคารขนาดใหญ่ ซึ่ง ภายในประกอบด้วยห้องต่างๆ จํานวนมากซ่อนอยู่เชื่อมต่อกันด้วยถนนเล็กๆ และเส้นทางลับคดเคี้ยว  ตามอาคารที่เบียดเสียดกัน การสร้างอาคารของชาวเบอร์ เบอร์ การออกแบบอาคารซึ่งเหมาะกับความเชื่อและความเป็นอยู่ของเหล่าเจ้าผู้ปกครอง ในยุคของตระกูล Glaoui ที่นี่มีคนงานและคนรับใช้จํานวนหลายร้อยคนจึงต้องมีห้องเป็นจํานวนมาก มีทั้งส่วนที่เป็นวังเก่า ห้องนั่งเล่น ห้องรับรอง บางห้องก็ว่างเปล่า ยูเนสโก้ได้ปฏิสังขรณ์ขึ้นมาจากอาคารเดิมเพียง 1 ใน 3 ของอาคาร ทั้งหมด ได้เวลาพอสมควร

นำท่านเดินทางสู่ เมืองไอท์ เบนฮาดดู (AIT BENHADDOU) (40 กิโลเมตร) เป็นเมืองที่ชื่อเสียงในเรื่องการหา รายได้จากกองถ่ายทําภาพยนตร์กว่า 20 เรื่อง

นำท่านเข้าชม คซาร์แห่งเมืองเอทเบนฮาดดู หรือ ป้อมไอท์ เบนฮาดดู (KASBASH OF AIT BEN HADOU) เป็นป้อมดินซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางสวนอัลมอนด์ เป็นปราสาทที่ใช้ในการถ่ายทําภาพยนตร์หลายเรื่องที่โด่งดังอาทิ Lawrance of Arabia, Jesus of Nazareth, Gladiator และและซีรีส์ชื่อดัง Game of Thrones ปัจจุบันอยู่ในความดูแลขององค์การยูเนสโก้ ได้ร้บการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1987

เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย นำท่านออกเดินทางสู่ เมืองมาราเกช (MARAKESH) (190 กิโลเมตร) ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สําคัญที่ตั้งอยู่เชิงเขาแอตลาส ในอดีตเมืองโอเอซิสแห่งนี้ เป็นที่พักของกองคาราวานอูฐ ที่มาจากทางตอนใต้ของโมรอคโค ถือเป็นเมืองชุมทางของพ่อค้าต่างๆ นอกจากนี้ยังเป็นอดีตเมืองหลวงในช่วงสมัย ราชวงศ์อัลโมราวิดช่วง ศ.ต.ที่ 11 ปัจจุบันเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุด สภาพบ้านเมืองที่เราเห็น ได้คือ สองข้างทางแวดล้อมด้วยบ้านเรือนที่ถูกฉาบด้วยปูนสีส้มๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลกําหนดไว้ แต่คนท้องถิ่นจะเรียกว่า Pink City หรือ เมืองสีชมพูอาจกล่าวได้ว่ามาราเกชเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก จึงได้ สมญานามว่าเป็น A city of Drama นั่นคือมีความสวยงามดั่งเมืองในละครที่ไม่น่าเป็นชีวิตจริงได้ นําท่านชม มัสยิดคูตูเบีย (KOUTOUBIA MOSQUE) ซึ่งเป็นมัสยิดใหญ่เก่าแก่ที่สุดในเมือง ไม่ว่าจะเดินไปแห่งใดในตัวเมืองก็จะเห็นมัสยิดนี้ได้ หอขานละหมาดมีความสูง 226 ฟุต (หรือ 70 เมตร)

จากนั้นนําท่านผ่านชม จัตุรัสกลางเมือง (DJEMAA FNAA SQUARE) ที่มีขนาดใหญ่ รายล้อมไปด้วยอาคารร้านค้า ตลาด ทั้ง 4 ด้าน เดินเล่นถ่ายรูปความมีชีวิตชีวาที่มีสีสันและกลิ่นอายแบบโมรอคโคขนานแท้พร้อมจับจ่ายหาซื้อของฝาก ของที่ระลึกพื้นเมืองต่างๆได้ที่ ตลาดเก่า (OLD MARKET) ที่อยู่รายรอบจัตุรัสอย่างเพลิดเพลิน

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร พร้อมชมการแสดง Fantasia ท่านจะได้ตื่นตาตื่นใจกับความอลังการของสถานที่และสีสันของชาวโมรอคกัน ที่ต้อนรับท่านด้วยอาหารและพร้อมชมการแสดงพื้นเมือง

จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พักโรงแรม HOTEL SOFITEL MARRAKECH LOUNGE AND SPA ระดับ 5 ดาว หรือเทียบเท่า

8

วันที่แปดของการเดินทาง

มาราเกซ – ชมเมือง – เอซาเวร่า

เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

นำท่านชม สวนเมนารา (MENARA GARDEN) เป็นสวนต้นแบบที่ราชวงศ์โมรอคโคนิยมกันในเวลาต่อมาแต่เดิมนั้นสร้างเป็นบ่อเก็บน้ำ มีอาคารที่ตั้งเป็นเงาสะท้อนกับน้ำในอ่างเก็บน้ำและมีเทือกเขาแอตลาสเป็นฉากหลังอย่างสวยงาม และล้อมรอบไปด้วยต้นมะกอกและต้นสน

จากนั้นเดินทางต่อไปยัง สุสานแห่งราชวงศ์ซาเดียน  (SAADIAN TOMBS) เป็นที่ฝังพระศพของกษัตริย์และ เหล่าเชื้อพระวงศ์ในสมัยราชวงศ์ซาเดียน สถานที่แห่งนี้ถูกทิ้ง ร้างมากกว่า 2 ศตวรรษ ภายหลังได้รับการบูรณะ และเปิดให้เข้าชมความงดงามของงานศิลปะแบบมัวริส

(Moorish) แท้ๆความวิจิตรอลังการของห้องโถงภายใน เสาคอลัมน์หินอ่อนสีสวย ลวดลายงานปูนที่ประดับประดาบนผนังและเพดาน สวนสวยภายนอกที่สร้างขึ้นใหม่ โดยเขาว่าเป็นการทําตามแบบสวนสวรรค์ของพระอัลเลาะห์ (Allah’s Paradise)

จากนั้นเดินทางไปเยี่ยมชม พระราชวังบาเฮีย (BAHIA PALACE) เป็นพระราชวังของท่านมหาอํามาตย์ ผู้สําเร็จ ราชการแผ่นดินแทนยุวกษัตริย์ในอดีต สร้างขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดย Si Moussa สถาปัตยกรรมออกเป็นแนวสมัยใหม่ โดยที่ตั้งใจจะให้เป็นพระราชวังที่ยิ่งใหญ่และหรูหราที่สุดในสมัยนั้น แต่ด้วยความที่มีการ วางแผนก่อสร้างและ ตกแต่งอย่างเร่งรีบ จึงเป็นที่วิจารณ์กันว่ารายละเอียดหลายๆอย่างในพระราชวังแห่งนี้ยังไม่สมบูรณ์ลงตัว พระราชวังมีการตกแต่งโดยการแกะสลักปูนปั้น (Stucco) มีการวาดลายบนไม้ และประดับประดาด้วยโมเสกเป็นลวดลายที่สวยงามละเอียดอ่อนมาก

นําท่านชม สวนจาร์ดีน มาจอแรล (JARDIN MAJORELLE) หรือ สวนยิปแซงลอเร้นซ์ (YVES SAINT LAURENT GARDENS) ชื่อนี้เป็นที่คุ้นเคยของสาวๆ ที่ชื่นชอบแฟชั่นสุดหรูของ

Yves St. Laurent นัก  ออกแบบแฟชั่นดีไซน์ แห่งปารีส ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้ออกแบบสวนแห่งนี้ ในช่วงที่โมรอคโคตกเป็นอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศส ยิป แซงลอเร้นซ์มาที่ประเทศโมรอคโค เพื่อพักผ่อนหลังจากเคร่งเครียดจากงานออกแบบแฟชั่นโชว์ บ้านหลังนี้เคย ตกเป็นของเศรษฐีแห่งมา  ราเกช หลังจากยิปแซงมาเยือนมาราเกช ก็ได้เกิดความหลงใหลในเมืองแห่งนี้ และซื้อบ้านหลังนี้ไว้เป็นที่พักผ่อนชม สวนที่ถูกออกแบบโดยใช้สีฟ้า และสีส้มเป็นองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นเสาแจกัน และชมนานาพรรณของต้นไม้แห่งทะเลทราย ที่จัดได้อย่างสวยงาม

เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย นําท่านเดินทางสู่ เมืองเอซาเวร่า (ESSAOUIRA) (190 กิโลเมตร) เอซาเวร่า หมายถึง รูปภาพ ไม่ว่าจะถ่ายจากมุมไหนๆ ภาพที่ได้มานั้นจะออกมาสวยอย่างไม่มีที่ติ เอซาเวร่า เป็นเมืองเล็กๆ ริมขอบ  มหาสมุทรแอตแลนติก ที่มีเสน่ห์อย่างเป็นเอกลักษณ์ ในเขตเมืองเก่า (เมดิน่า) มีกําแพงเมืองเก่าขนาดหนาซ้อนกัน 2 ชั้น ที่ใช้ป้องกันพายุหน้าร้อนที่พัดมาประจําทุกปี บ้านเรือนและ ร้านค้าภายในเขตกําแพงเมืองทําด้วยปูนสีขาวกลมกลืนไปกับประตูสีฟ้า สถาปัตยกรรมเหล่านี้ถูกหล่อหลอมมา จากวัฒนธรรมอันหลากหลาย ครั้งหนึ่งที่นี่เคยเป็นแหล่งที่อยู่ของพ่อค้าชาวยิว และชาวยิวกลุ่มนี้เองที่เคยเปลี่ยนเมืองนี้เป็นเมืองที่มั่งคั่งที่สุดของโมรอคโคในศตวรรษที่ 17 และ 18

นําท่าน ชมเมืองเอซาเวร่า ให้ท่านเดินเล่นตลาดเก่าเมดิน่าแห่งเมืองนี้ ซึ่งมากมายผู้คนมาจับจ่ายซื้อของ และเดินชมบรรยากาศเมืองท่าเรือ และศูนย์กลางของเมือง ได้เวลาพอสมควรนําท่านชมพระอาทิตย์ตก ณ. ชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกที่ ป้อมปราการเมือง Skala de laville ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สําคัญของเมือง สวนบนป้อมมีปืนใหญ่วางเรียงรายอยู่เป็นแนวแถวและในอดีตส่วนล่างของป้อมใช้เป็นคลังเก็บอาวุธโธปกรณ์ โรงม้าศึกที่ใช้ในการสงคราม

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พักโรงแรม LE MÉDINA ESSAOUIRA THALASSA SEA & SPA-MGALLERY BY SOFITEL ระดับ 5 ดาว หรือเทียบเท่า

9

วันที่เก้าของการเดินทาง

เอซาเวร่าแอลฌาดีดา – ชมเมือง – คาซาบลังก้า

เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

นำท่านเดินทางเลาะเลียบชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกสู่ เมืองแอลฌาดีดา (EL JADIDA) (200 กิโลเมตร) เดิมชื่อ มาซากัน (Mazagan) เป็นภาษาโปรตุเกส เป็นเมืองโบราณที่ตั้งอยู่บน อ่าวชายฝั่งทะเลแอตแลนติค เคยเป็นเมืองท่าที่สําคัญของโมรอคโคที่ทําการค้ากับชาวฟินีเชียน ต่อมาปี ค.ศ.1502 ชาวโปรตุเกสขึ้นฝั่งที่นี่และได้สร้างป้อมปราการ เรียกว่า El Brijia El Jaida หลังจากมีการสร้างเมืองขึ้น ในปีค.ศ. 1506 ได้เรียกเมืองว่ามาซากัน ซึ่งกลายเป็นเมืองท่าที่สําคัญของชาวโปรตุเกส ในปี ค.ศ.1562 ป้อม ถูกโจมตีโดยโดยชาวอาหรับแต่ไม่สําเร็จ ระหว่างปี ค.ศ.1580-1640 ตกอยู่ภายใต้การปกครองของชาวสเปน และกลับมาถูกปกครองโดยชาวโปรตุเกสอีกครั้ง ชมสถาปัตยกรรมที่แสดงให้เห็นถึงการแลกเปลี่ยนอิทธิพล ระหว่างวัฒนธรรมยุโรปและโมรอคโค ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 2004

เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย นําท่านชม บ่อเก็บนํ้าดื่ม ใต้ดินประจําเมือง นอกจากนั้นที่นี่ยังใช้เป็นคุกใต้ดินที่เคยใช้เป็นที่คุมขังของทาสในสมัยโปรตุเกส และเป็น คลังเก็บอาวุธสงคราม

จากนั้นเดินทางสู่ คาซาบลังก้า (CASABLANCA) (100 กิโลเมตร) คาซาบลังก้า หมายถึง บ้านสีขาว คําว่า ‘คาซา’ แปลว่า บ้าน และ ‘บลังกา’ แปลว่า สีขาว เป็นเมืองที่คนทั่ว โลกรู้จัก และอาจรู้จักมากกว่า ‘ราชอาณาจักรโมรอคโค’ ด้วยซํ้า เพราะนอกจากจะเป็นเมืองท่าและเป็นที่ตั้งของ ท่าอากาศยานระหว่างประเทศแล้ว ยังถูกใช้เป็นฉากในภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่อง Casablanca (โดยที่ไม่ได้ถ่ายทําในคาซาบลังก้าเลย) เป็นเรื่องราวความรักระหว่างนายทหารอเมริกันและหญิงคนรัก ในช่วงสงครามโลกครั้ง ที่ 2 ทําให้คาซาบลังก้าเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และปัจจุบันเป็นเมืองเศรษฐกิจหลักของโมรอคโคที่ มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณเกือบ 5 ล้านคน

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พักโรงแรม FOUR SEASON HOTEL ระดับ 5 ดาว หรือเทียบเท่า

10

วันที่สิบของการเดินทาง

คาซาบลังก้า – ชมเมือง – ช้อปปิ้ง –  สนามบินคาซาบลังก้า – ดูไบ

เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

นําท่านเข้าชม สุเหราแห่งกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 (MOSQUE HASSAN II) มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากเมืองเมกกะ สุเหร่านี้งดงามประณีตด้วยสถาปัตยกรรมแบบโมรอคโคทุกแขนง ชมทิวทัศน์รอบๆ สุเหร่า อันเป็นจุดชมวิวริมฝั่งทะเล ซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนที่สวยงามของชาวโมรอคโคที่ชอบมาเดินเล่นหลังจากปฏิบัติ ศาสนกิจเสร็จแล้วนํา ชมเมืองคาซาบลังก้า โบถส์คริสเตียน (The Church of our ladies of Lourdes) ภายในมีภาพกระจกสีสวยงาม แสดงเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับศาสนา

จากนั้นนำท่านผ่านชม ไอน์เดียบ (AIN DIAB) เป็นย่านตากอากาศริมทะเลริมมหาสมุทรแอตแลนติก เป็นถิ่นพำนักของผู้มีฐานะทางสังคม รวมทั้งนักแสดงดาราชื่อดังของฮอลลีวู้ดบางรายก็มีบ้านพักอยู่แถบนี้ด้วย นอกจากจะมีชายหาดสำหรับพักผ่อนแล้วยังมีภัตตาคารหรูหราหลายระดับตามความสามารถในการจ่าย สถานที่เล่นกีฬา สระว่ายน้ำคอร์ทเทนนิส สนามวอลเลย์บอล และแม้แต่ดีสโกเธคก็มีบริการ

นำท่านช้อปปิ้ง THE ELEGANT MOROCCO MALL ห้างสรรพสินค้าระดับ Luxury ชั้นนำแห่งคาซาบลังก้า พร้อมให้ท่านได้ช้อปปิ้งแบรนด์ชั้นนำ อาทิ Louis Vuitton, Armani, Dior, Fendi, Ralph Lauren, Gap, Banana Republic, H&M  อิสระให้ท่านได้เพลินเพลินกับการช้อปปิ้งจนได้เวลาอันควร  จากนั้นนำท่านช้อปปิ้งที่ OUTLET CASABLANCA ซึ่งประเทศโมรอคโคนั้นแบรนด์ ZARA เป็นแบรนด์ที่ขึ้นชื่อมากๆ เนื่องจาก อมาซิโอ ออเตกา (Amancio Ortega) ผู้ที่ก่อตั้งแบรนด์ ZARA มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกชาวสเปน ซึ่งสเปนประเทศเพื่อนบ้านต่างทวีปกับโมรอคโค ดังนั้นประเทศโมรอคโคจึงมี OUTLET ZARA หลายแห่ง ซึ่งนอกจากแบรนด์ ZARA ก็ยังมีแบรนด์อื่นๆชั้นนำอีกหลากหลายแบรนด์ ให้ท่านได้เลือกช้อปปิ้ง **หากวันเดินทางนั้นเหลือเวลาในการช้อปปิ้งในแต่ละที่น้อยเกินไปทางบริษัทขออนุญาตเลือกให้ท่านได้ช้อปปิ้งที่ใดที่หนึ่งระหว่าง THE ELEGANT MOROCCO MALL หรือ OUTLET CASABLANCA โดยทั้งนี้ทางบริษัทจะคำนึงถึงความต้องการและเสียงส่วนมากของทุกท่านเป็นสำคัญ**

นำท่านเดินทางสู่ สนามบินคาซาบลังก้า

14.55 น. ออกเดินทางสู่ กรุงเทพฯ โดย สายการบินเอมิเรสต์ เที่ยวบิน EK 752/376

11

วันที่สิบเอ็ดของการเดินทาง

  ดูไบ – กรุงเทพฯ

(แวะเปลี่ยนเครื่องที่ดูไบ เวลา 01.15 – 03.40 น.)

13.15  น.  เดินทางถึง สนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ…..

หมายเหตุ       : บริษัทฯ ขอสงวนลิขสิทธิ์ในการยกเลิก หรือเปลี่ยนแปลงราคากรณี ผู้ร่วมเดินทาง น้อยกว่า 20 ท่าน 

อัตรานี้รวม      ·  ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ ชั้นทัศนาจรตามที่ระบุในรายการ

  • ค่าโรงแรมที่พักที่ระบุในรายการ / ค่าอาหารทุกมื้อตามที่ระบุในรายการ
  • ค่าธรรมเนียมเข้าชมสถานที่ต่างๆ ตามรายการ / ค่าวีซ่า
  • ค่ามัคคุเทศก์ผู้ชำนาญงาน คอยอำนวยความสะดวกตลอดการเดินทาง
  • ค่าประกันอุบัติเหตุการเดินทาง ท่านละไม่เกิน 1,000,000 บาท เงื่อนไขตามกรมธรรม์
  • ค่ามัคคุเทศก์ท้องถิ่น
  • ค่าทิปคนขับรถ
  • น้ำดื่มบนรถ วันละ 1 ขวด / คน / วัน
  • ค่าพนักงานยกกระเป๋าที่โรงแรมที่พัก IN/OUT @ 1 ใบ / 1 ท่าน

อัตรานี้ไม่รวม   ·  ค่าใช้จ่ายส่วนตัว เช่น ค่าโทรศัพท์ ค่าซักรีด ค่าเครื่องดื่ม และค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่ไม่ได้ระบุในรายการ

  • ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 % และค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3 %  

 

การจอง และชำระเงิน     กรุณาส่งสำเนา PASSPORT หน้าแรก แฟกซ์มายังบริษัทฯ พร้อมชำระเงินค่ามัดจำ

                                      ท่านละ 30,000 บาท สำหรับส่วนที่เหลือทั้งหมด กรุณาชำระก่อนการเดินทาง 30 วัน

( หากไม่ชำระภายในเวลาที่กำหนด ถือว่าท่านสละสิทธิ์ ยินดีให้บริษัทฯทำการยกเลิกและยินยอมให้ยึดเงินมัดจำทันที)

***** กรณีที่ยังไม่ทราบผลวีซ่าก่อนการเดินทาง 15 วันทำการ

ทางบริษัทฯ ขออนุญาตเก็บค่าทัวร์ที่เหลือทั้งหมดก่อน ตามเงื่อนไขการชำระเงิน *****

การไม่รับจองทัวร์ :  บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการไม่รับจองทัวร์สำหรับลูกค้าดังต่อไปนี้

  • เด็กที่มีอายุระหว่างแรกเกิดถึง 2 ขวบ
  • ผู้สูงอายุที่มีความจำเป็นต้องใช้วีลแชร์ หรือ ไม้เท้า
  • ผู้เดินทางที่บ่งบอกการเป็นบุคคลไร้ความสามารถ

หมายเหตุ    ·  บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางประการในทัวร์นี้ เมื่อเกิดเหตุจำเป็นสุดวิสัย

                     จนไม่อาจแก้ไขได้ โดยจะคำนึงถึงผลประโยชน์ของลูกค้าเป็นสำคัญ

  • หากท่านถอนตัวก่อนรายการท่องเที่ยวสิ้นสุดลง ทางบริษัทฯ จะถือว่าท่านสละสิทธิ์ และจะไม่

    รับผิดชอบต่อค่าบริการที่ท่านได้ชำระไว้แล้ว ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น

  • รายการนี้เป็นเพียงการเสนอราคาที่ต้องได้รับการยืนยันจากบริษัทฯ อีกครั้งหนึ่ง หลังจากได้สำรอง

ที่นั่งกับสายการบินและโรงแรมที่พักอย่างไรก็ตามรายการนี้อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม

  • สตรีมีครรภ์ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ เพื่อการตรวจสอบขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมือง
  • บริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบใดๆ ในกรณีเกิดความเสียหาย หรือสูญหาย สำหรับกระเป๋าเดินทาง

    กระเป๋าใบเล็ก หรือของมีค่าส่วนตัวของท่านระหว่างการเดินทาง

การยกเลิก *** กรณีที่ท่านจองและจ่ายค่ามัดจำแล้วมีการยกเลิก (ก่อนเงื่อนไขตามกำหนดวันที่ทำการยกเลิก

ด้านล่าง) บริษัทฯ ขอคิดค่าทำงานท่านละ 1,000.- บาท พร้อมด้วยค่าใช้จ่ายอย่างอื่นตามความเป็นจริง (ถ้ามี) ***

  • ยกเลิกก่อน    31-60      วันทำการ  เก็บ 50% ของค่ามัดจำทั้งหมด
  • ยกเลิกก่อน    15-30      วันทำการ  เก็บค่ามัดจำทั้งหมด
  • ยกเลิกก่อน 8-14      วันทำการ  เก็บ 50% ของค่าทัวร์ทั้งหมด
  • ยกเลิกก่อน   1-7       วันทำการ  เก็บ 100% ของค่าทัวร์ทั้งหมด

( หมายเหตุ : บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ ยกเว้นเงื่อนไขในการยกเลิกการเดินทางตามกำหนดวันที่ระบุข้างต้น

ในช่วงเทศกาลสงกรานต์และปีใหม่ และขอคิดค่าใช้จ่ายในการยกเลิกตามความเป็นจริง

เนื่องจากเป็นช่วง Peak Period  ทางโรงแรม , สายการบิน และบริษัทรถโค้ช ฯลฯ ค่อนข้างแน่น

และเรียกเก็บค่าใช้จ่ายล่วงหน้า 100%  ซึ่งไม่สามารถทำการยกเลิกได้ )

การโอนเงิน      ผ่านธนาคาร บริษัท เร้นจ์ อินเตอร์เนชั่นแนล แทรเวล จำกัด

           ธนาคารกรุงเทพฯ / สาขาโชคชัย 4 / บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 230-0-19191-9

เมื่อท่านจองทัวร์และชำระค่ามัดจำแล้ว หมายถึงท่านยอมรับในเงื่อนไขและรายละเอียดที่ทางบริษัทแจ้งไว้ทั้งหมด

*** บริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบใดๆ อันเกิดจากความล่าช้าของสายการบิน เหตุการณ์ทางการเมือง

สภาพดินฟ้าอากาศ การปฏิเสธการเข้าเมือง การโดนกักตัว หรือถูกส่งตัวกลับ โดยการพิจารณาของเจ้าหน้าที่

ทั้งนี้บริษัทฯ จะยืดถือผลประโยชน์ของลูกค้าเป็นสำคัญ ***