เร้น อินเตอร์เนชั่นเนล จำกัด นำพาท่านท่องเที่ยว เรียนรู้เมืองสวยๆ ที่มีอยู่บนโลกใบนี้ เปิดความอัศจรรย์ที่หล่ายท่านอาจจะยังไม่เคยรู้

เมื่อหลายศตวรรษที่ผ่านมา ตั้งแต่ตอนที่จิตรกรชื่อดัง อ็องรี มาติส (Henri Matisse) ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรงานจิตรกรรมจากความสวยงามของเกาะคอร์ซิก้าแห่งนี้ ตัวเกาะก็ได้เปลี่ยนผันตัวเองเป็นที่พักผ่อนที่มีระดับ และหรูหราเป็นอย่างมากมาหลายศตวรรษสำหรับนักเดินทาง เพราะนักเดินทางผู้ใดที่ได้มาเยือนเกาะแห่งนี้จะได้พักผ่อนไปกับน้ำทะเลใส หาดทรายขาว ภูเขาเขียวขจี และบรรยากาศคลาสสิคของหมู่บ้าน หรือชาเล่ต์ (Chalets) ต่าง ๆ บนเกาะ นอกเหนือจากนี้นักเดินทางยังสามารถเข้าถึงโรงแรมชั้นนำ ภัตตารคารระดับ Michelin ได้อย่างง่ายดาย  แต่แน่นอนว่าบนเกาะนั้นยังมีสถานที่หลายแห่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมากให้ได้เดินชมเพื่อซึมซับความหรูหราตลอดการเดินทางด้วยเช่นกัน

1.เมืองป้อมโบราณ โบนิฟาซิโอ (Bonifacio)

เมืองป้อมโบราณริมผา “Bonifacio”

เมืองป้อมโบราณ โบนิฟาซิโอ เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่นักเดินทางต้องมาที่นี้สักครั้งเมื่อมาเกาะคอร์ซิก้า เพราะความสวยงามของเมืองไม่สามารถบรรยายได้ด้วยคำพูดได้ชัดเจนมากนัก เพราะการมาที่แห่งนี้นั้นรวมถึงการได้เข้าชมทัศนียภาพของเมืองที่ตั้งเป็นแนวยาวอยู่บนริมผา พร้อมสัมพัสถึงบรรยากาศโรแมนติกของเมือง ขณะที่เดินไปตามตรอกซอกซอยของถนน “Rue des Deux Empereurs” ที่ล้อมรอบไปด้วยบ้านยุคกลางสีพาสเทล ซึ่งสิ่งเหล่านี้นั้นเมืองแห่งนี้มีไว้ให้นักเดินทางทุกท่านแล้ว

 

2. เมืองท่า ปอร์โต – เวจจิโอ้ (Porto-Veggio)

เมืองท่า “Porto-Veggio”

หลังจากที่ได้ดื่มด่ำไปกับความคลาสสิคของ โบนิฟาซิโอ แล้ว ก็ได้เวลาเดินทางไปแวะพักผ่อนย่อนใจได้ที่เมืองท่า “Porto – Veggio” แห่งนี้ เพราะเมืองแห่งนี้เป็นเมืองท่าที่งดงามอุดมด้วยธรรชาติ ทำให้บรรยากาศร่มรื่น เหมาะกับการพักผ่อน จิบไวน์ชั้นเลิศเป็นอย่างมาก ซึ่งตัวเมืองเองมีเขตเมืองเก่าที่ขึ้นชื่อในเรื่องของอาหาร คาเฟ่ กลางจัตรัสของเมือง หรือจะเลือกเข้าภัตตาคารหรูของโรงแรมริมทะเลก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก

 

3. เมืองหลวง อาจักชิโอ (Ajaccio)

เมืองหลวงของเกาะคอร์ซิก้าแห่งนี้มีประวัติที่ยาวนาน รวมทั้งเมืองยังอบอวลด้วยความคลาสสิกของเมืองเก่าที่กักเก็บประวัติศาสตร์อันสำคัญไว้มากมาย ซึ่งเมืองแห่งนี้มีหลายสถานที่ให้เดินมากมายจนอาจจะทำให้หลงได้ แต่นักเดินทางที่มาเมืองนี้จะพลาดไม่ได้เป็นอันขาดกับสถานที่ต่อไปนี้

3.1 บ้านเกิดจักรพรรดิ์นโปเลียนที่ 1 “Maison Bonaparte”

“Musée de la maison Bonaparte à Ajaccio”

ด้วยจักรพรรดิ์ นโปเลียน โบนาปาร์ต ได้ประสูติในเมือง อาจักซิโอ ในปี 1769 กับครอบครัวเชื้อสายขุนนางทัสคัน ทำให้ทุกวันนี้เมื่อเราเดินไปในถนนสายเล็กของเมืองเราอาจจะได้เจอกับบ้านเกิดของที่จักรพรรดิ์ฯ ก็เป็นได้ ซึ่งแน่นอนว่าปัจจุบันบ้านหลังนี้ได้กลายเป็นเป็นพิพิธภัณฑ์แบบเปิดไปแล้ว ชื่อว่า “Musée de la maison Bonaparte à Ajaccio” เพื่อให้นักเดินทางได้เข้าชมถึงความเป็นอยู่ของท่านในสมัยนั้น และเข้าถึงความเป็นอยู่ของท่านในวัยเด็ก

3.2 จัตุรัส “Place Foch”

รูปปั้นจักรพรรดิ์ นโปเลียน ที่ 1

ก่อนจะจบทริปภายในเมืองแห่งนี้ นักเดินทางควรแวะพักผ่อนที่จัตุรัสอันงดงาม “Place Foch” ก่อนกลับ เพราะที่แห่งนี้นอกจากจะมีน้ำพุหินแกรนิตที่งดงาม และรูปปั้นหินอ่อนของจักรพรรดิ์นโปเลียนในชุดคลุมโรมัน พร้อมสิงโต 4 ตัวทรงสง่าล้อมรอบไว้ 4 ทิศ สำหรับถ่ายรูปแล้ว ตัวจัตุรัสแห่งนี้ยังมีร้านค้าพื้นเมือง ภัตตาคาร คาเฟ่ ที่มีทั้ง แยม ชีส และไวน์ให้นักเดินทางได้ลิ้มลองมากมายหลายแบบอีกด้วย

รวบรวม และเรียบเรียงข้อมูล : Reign International Travel
สนใจท่องเที่ยวฝรั่งเศส คลิ๊ก >>> ทัวร์ยุโรป : ฝรั่งเศส (โบนิฟาซิโอ – อาจักชิโอ – มาร์กเซย – ปารีส)

ท่องเที่ยวตามใจ ไปตามฝัน กับ เร้นจ์ อินเตอร์ฯ ทราเวล “ท่องเที่ยวกับเร้นจ์ฯ มั่นใจไม่ผิดหวัง”
ทัวร์ยุโรป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :

อ้างอิง :

  • Travel Guide to Corsica. (n.d.). Retrieved from https://www.cntraveller.com/article/travel-guide-corsica
  • Mcmullen, M. R. (n.d.). Henri Matisse. Retrieved from https://www.britannica.com/biography/Henri-Matisse
  • Welcome to Bonifacio. (n.d.).  Retrieved from https://www.lonelyplanet.com/france/corsica/bonifacio
  • Maison Bonaparte. (n.d.). Retrieved from https://www.atlasobscura.com/places/maison-bonaparte

 

 

 

เกาะซาร์ดีเนีย อัญมณีแห่งเมดิเตอร์เรเนียน เกาะที่ผสมผสานความคลาสสิกของประวัติศาสตร์ ไว้กับการท่องเที่ยวแบบมอเดิร์นไว้ได้อย่างลงตัว และเป็นที่ยอมรับในแวดวงเซเลบ (Celebrities) ทั่วโลกให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีระดับ เพราะนอกจากจะมีทั้งชายหาดสีชมพู อย่าง “Spiaggia Rosa” แล้ว  ตัวเกาะยังประกอบด้วยเมืองต่าง ๆ ที่น่าสนใจ และบรรยากาศคลาสสิกทีจะยกระดับการพักผ่อนในแต่ละครั้งของนักเดินทางอีกด้วย เพราะฉะนั้นแล้วหากผู้ใดที่กำลังคิดจะหาที่พักผ่อนอย่างมีระดับแล้วไม่ควรอย่างยิ่งที่พลาดเกาะซาร์ดีเนีย และไฮไลท์ต่าง ๆ ของเกาะ ที่น่าสนใจพอ ๆ กับทะเลของเกาะ

 

1. เมืองหลวงคัลยารี (Cagliari) และวิหารแห่งซานตามาเรีย (Cathedral di Santa Maria)

ทัศนียภาพเขตคาสเตลโล (Castello) และวิหารซานตามาเรีย (Cathedral of Santa Maria) – คัลยารี

นอกจากทะเลใสแล้ว บนเกาะแห่งนี้ยังมีอีกหลายสถานที่ที่จะทำให้การเดินทางมาบนเกาะนี้เป็นที่น่าจดจำ โดยเริ่มต้นกันที่การชมเมืองหลวงคัลยารี และเขตคาสเตลโล (Castello) ที่ยังคงความคลาสสิกไว้จนถึงปัจจุบัน สาเหตุนั้นเพราะเขตแห่งนี้เคยเป็นที่พักอาศัยของเหล่าขุนนางอิตาลีในอดีต อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของพระราชวังหลวง “Piazza Palazzo” และวิหารซานตามาเรีย (Cathedral of Santa Maria di Castello) ที่เป็นทั้งสมบัติล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ ผู้ทำหน้าที่กักเก็บศิลปะยุค “Renaissance” ไว้มากมายอีกด้วย นอกจากนี้ในยังสามารถเดินลงมายังป้อมปราการแห่งเซนต์เรมี เพื่อเดินขึ้นไปสังเกตทัศนียภาพทั้งหมดของเมืองคัลยารีได้ บนดาดฟ้า “Umberto I” ของป้อม ที่มีความงดงามเป็นอย่างมากในช่วงเวลาพระอาทิตย์ตก จึงไม่น่าแปลกใจที่เมืองคัลยารีแห่งนี้จะยังคงความคลาสสิกไว้ได้จนถึงปัจจุบันนี้

 

2. เมืองบารูมินิ กับป้อมปราการ ซู นูรากี (Barumini & “Su Nuraxi”)

ทัศนียภาพมุมสูงของป้อม  “Su Nuraxi”

มรดกโลก “Su Nuraxi” เป็นสถานที่ที่ห้ามพลาดอย่างเด็ดขาดบนเกาะซาร์ดีเนียแห่งนี้ ด้วยเพราะป้อมปราการซู นูรากี นั้นเป็นสถาปัตยกรรมยุคสัมฤทธิ์ที่ยืนอยู่เป็นพัน ๆ ปี เพื่อให้เราได้ยลโฉมถึงศักยภาพความสามารถในการออกแบบ และก่อสร้างของมนุษย์ในยุคนั้น โดยป้อมปราการ ฯ แห่งนี้ได้ถูกออกแบบให้หมู่บ้านรอบ ๆ นั้นเป็นหนึ่งในมาตรการการป้องกันผู้บุกรุกที่มีความซับซ้อนยากต่อการเข้าโจมตีในยุคนั้น ทำให้สถานที่แห่งนี้ยังควรค่าแก่การเดินทางไปเที่ยวชมให้ได้เป็นอย่างมาก

 

3. พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ทาร์รอส (Tharros)

พิพิธภัณฑสถานกลางแจ้ง “Tharros”

พิพิธภัณฑสถานกลางแจ้ง ทาร์รอส (Tharros) แห่งนี้ จะทำให้คุณลืมภาพพิพิธภัณฑ์ที่เคยมีมาเลยก็ว่าได้ เพราะตัวพิพิธภัณฑสถานแห่งนี้เปิดให้บริการแบบกลางแจ้ง และยิ่งกว่านั้นคือการที่สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่บนแหลม ซินิส (Senis Peninsula) ในแคว้นคาบราส (Cabras) นั้น ทำให้สถานที่แห่งนี้มีทัศนียภาพล้อมรอบที่งดงาม เหมาะกับการเดินชมทัศนียภาพ และเมืองโบราณแบบสบาย ๆ พร้อมถ่ายรูปคู่กับบโบราณสถานต่าง ๆ ที่มีพื้นหลังเป็นทะเลจรดท้องฟ้าที่งดงาม ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้นักเดินทางที่เข้าเยี่ยมชมได้รู้สึกผ่อนคลายไม่เหนื่อยจนลืมเวลาไปเลยนั้นเอง

 

4.เมืองอัลเกโร (Alghero)

ทัศนียภาพเมืองท่า “Alghero”

เมืองอัลเกโร (Alghero) แห่งนี้เป็นเมืองท่าหลักของเกาะที่เป็นที่ชื่นชมเป็นอย่างมากในหมู่นักเดินทาง ด้วยเพราะตัวเมืองตั้งอยู่ริมทะเลที่มีชีวิตชีวา และมีกลิ่นอายวัฒนธรรมคาตาโลเนีย เช่นทางเดินรอบป้อมปราการสำคัญต่าง ๆ ของเมือง หรือตัวอาคารที่มีหลังคาสีแดงที่งดงาม เป็นต้น ทั้งนี้ห่างออกจากตัวเมืองไปยังมีแนวประการังที่งดงาม จนได้ฉายาว่า “The Capital of the Coral Riviera” อีกด้วย

 

5. ถ้ำแห่งเทพเจ้าเนปจูน (Neptune’s Grotto)

ทัศนียภาพภายใน “Neptune’s Grotto”

ห่างออกไปจากเมืองท่าอัลเกโล่ (Alghero) ไปประมาณ 20 กม. คือถ้ำแห่งเทพเจ้าเนปจูน อัญมณีเม็ดงามแห่งคาบสมุทรเมดิเตอร์เรเนียน ที่ถือว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ต้องมากให้ได้สักครั้งในชีวิตเลยก็ว่าได้ ด้วยเพราะภายในถ้ำแห่งนี้ประกอบด้วยห้องหินย้อยที่กว้างขว้าง กับทะเลสาบใสสะท้อนทัศนียภาพของถ้ำให้มีความงดงามเหนือคำบรรยายจนผู้ใดที่เคยมาต่างพูดเสมอว่าความงามของถ้ำนั้นจำเป็นต้องไปเห็นด้วยตัวเองถึงจะเข้าใจ

 

6. เมืองโอลเบีย (Olbia)

ทัศนียภาพถนนหลัก “Corso Umberto” 

แน่นอนว่าการเดินทางทุกครั้งนั้นต้องจบลง แต่การจบเดินทางในแต่ละครั้งนั้นเราสามารถปิดการเดินทางให้หรูหรา และมีระดับได้ที่ เมืองโอลเบีย (Olbia) เมืองที่ผสมผสานความคลาสสิก และความมอเดิร์นไว้ได้อย่างลงตัว โดยมีคำแนะนำให้เริ่มต้นเข้าพักในโรงแรม “DoubleTree by Hilton Olbia” ที่อยู่กลางใจเมืองแห่งนี้ เพราะนอกจากสถานที่แห่งนี้จะมีห้องพัก และบริการที่ดีแล้ว ยังเป็นเสมือนจุดที่ทำให้คุณเข้าถึงฮับ “Corso Umberto” อันโด่งดังได้อย่างง่าย ซึ่งถนนแห่งนี้เป็นแหล่งช้อปปิ้งที่โด่งดังมากมายด้วยร้านค้าต่าง ๆ เหมาะกับการช้อปปิ้งก่อนกลับเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีร้านกาแฟ และภัตตาคารอาหารเลิศรสมากมาย ให้คุณได้ลิ้มลอง และหยุดพักผ่อนจากการช้อปปิ้งอย่างสบาย ๆ หรูหราท่ามกลางอาคารสวยงามสถาปัตยกรรมตั้งศตวรรษที่ 19 นอกจากนี้เมื่อเดินชมตามตามแห่งนี้ไปเรื่อย ๆ จนสุดทางเดินนั้นจะมีจุดชมวิวริมฝั่งทะเลที่งดงามให้ถ่ายรูปเล่นก่อนเข้าที่พักอีกด้วย

รวบรวม และเรียบเรียงข้อมูล : Reign International Travel
สนใจท่องเที่ยวอิตาลี คลิ๊ก >>> ทัวร์ยุโรป : อิตาลี (กรุงโรม – คัลยารี – บารูมินี – ออริสตาโน – อัลเกโร – โอลเบีย)

ท่องเที่ยวตามใจ ไปตามฝัน กับ เร้นจ์ อินเตอร์ฯ ทราเวล “ท่องเที่ยวกับเร้นจ์ฯ มั่นใจไม่ผิดหวัง”
ทัวร์ยุโรป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :

อ้างอิง :

          คิตส์บูเอล (Kitzbühel) เมืองรีสอร์ตอันดับต้น ๆ ของโลกแห่งนี้ตั้งอยู่ในแคว้นทิโรลที่มีทัศนียภาพสวยงามล้อมรอบด้วยเทือกเขาแอล์ป ทำให้บรรยากาศของเมืองหรูหา และมากด้วยกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งในฤดูร้อน และฤดูหนาว นอกจากนี้ตัวเมืองเองมีความเก่าแก่ พร้อมที่จะทำให้การเดินทางไปทุกครั้งเป็นการเดินทางที่คลาสสิก ด้วยเพราะตั้งแต่จักรพรรดิ ฟรานส์ โยเซฟ ได้คลี่คลายปัญหารัฐธรรมนูญที่ซับซ้อน และประสบความสำเร็จในการก่อสร้างรางรถไฟ ซัลส์เบิร์ก – ทิโรล แล้วเสร็จในปี 1875 ตัวเมืองนั้นก็มีการก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด ทั้งในด้านการค้า และอุตสาหกรรม แต่ที่เปลี่ยนโฉมเมืองแห่งนี้ไปโดยสิ้นเชิงนั้นเริ่มขึ้นเมื่อใน ปี 1894 เมืองคิตส์บูเอลแห่งนี้ได้จัดการแข่งขันสกีครั้งแรกนั้นเอง ซึ่งการแข่งนี้เองที่เป็นก้าวแรกสู่ความรุ่งโรจน์ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ไม่เพียงเท่านี้ เมืองแห่งนี้นั้นมีประวัติไม่เคยได้รับความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่ 1 และ ครั้งที่ 2 จนหลาย ๆ คนเชื่อว่าเมืองแห่งนี้เป็นเมืองแห่งโชคลาภอีกด้วย

          อย่างไรก็ตามเพื่อซึมซับ และเข้าถึงความคลาสสิกของเมือง นักเดินทางต้องหาโอกาสมาทั้งใน ฤดูหนาว และ ฤดูร้อน ให้ได้ เพราะบรรยากาศ ทัศนียภาพ และกิจกรรมในแต่ฤดูนั้นแตกต่างกัน อย่างเห็นได้ชัด ดังที่จะยกเป็นตัวอย่างต่อไปนี้

1. Winter Kitzbühel

ในช่วงฤดูหนาว เมืองแห่งเป็นเมืองที่นักเดินทาง และนักสกีทั่วโลกใฝ่ฝันถึงทั้งสถานที่บรรยากาศหรูหรา และ กิจกรรมน่าตื่นเต้นที่หลากหลาย ต่อไปนี้

 

1.1 ซาฟารีสกี (Ski Safari)

ซาฟารีสกี ณ คิตส์บูเอล

          ด้วยสถาปัตยกรรม โครงสร้างมาตรฐาน ระบบขนส่งที่สะดวกสบาย และความหลากหลายในกิจกรรม ทำให้คิตส์บูเอลสกีรีสอร์ตแห่งนี้ได้รรับรางวัล สกีรีสอร์ตยอดเยี่ยมของโลกในปี 2015 (World’s Best Ski Resort 2015) ทั้งนี้สถานที่แห่งนี้ยังชนะรางวัลลักษณะนี้ติดต่อกัน 5 ครั้งซ้อนภายในประเทศออสเตรีย อีกทั้งสถานที่แห่งนี้ยังมีการลงทุนโดย Kitzski เพื่อก่อสร้างโครงสร้างอื่น ๆ หรือ ซ่อมแซมลิฟท์ และเคเบิ้ลคาร์ อย่างต่อเนื่อง และเมื่อประกอบกับประวัติการสกีมากกว่า 125 ปี สถานที่แห่งนี้จึงเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก และเปรียบเสมือนเมืองในตำนานบนเทือกเขาแอลป์เลยทีเดียว

 

1.2 ฮาเนนคาม (Hahnenkamm)

สกีฮัทบนฮาเนนคาม

            ฮาเนนคาม ยอดเขาสูง 1,712 เมตร เหนือเมืองคิตส์บูเอล มีบรรยากาศที่สดใส และอากาศเทือกเขาที่สะอาด ทั้งยังเป็นจุดที่เหมาะกับการเดินชมทัศนียภาพเทือกเขาที่งดงามเป็นอย่างมาก โดยการเดินทางไปนั้นสามารถเดินทางโดยนั่งแชร์ลิฟท์ และคาร์เคเบิ้ลขึ้นไปได้อย่างง่ายได้ และที่แห่งนี้ยังโด่งดังเป็นอย่างมากสำหรับนักเดินเขาในช่วงฤดูร้อนอีกด้วย

 

1.3 สกีฮัท (Ski Huts)

บรรยากาศกระท่อมสกี (Ski Huts)

            อาหารเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักเดินทางทุกท่าน เพราะอย่างนั้นชาวคิตส์บูเอลเองจึงให้ความสำคัญกับอาหารเป็นอย่างมากเช่นกัน จะเห็นได้จากพื้นที่โดยรอบซาฟารีสกีนั้นประกอบด้วยกระท่อมสกี (Ski Huts) บนเทือกเขาแห่งนี้ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้คุณได้พักผ่อนจากกิจกรรมต่าง ๆ  ซึ่งคุณสามารถเลือกรับประทานอาหารพื้นเมือง หรือ Gault & Millau อาหารรางวัลดีเด่น หรือก๋วยเตี๋ยว Krautfleckerl พร้อมกับซึมซับทัศนียภาพที่ตระการตารอบ ๆ ซึ่งทางเลือกนั้นเป็นของคุณใน กระท่อมเหล่านี้

 

2. Summer Kitzbühel

ในช่วงฤดูร้อน ณ เมืองแห่งนี้เปรียบเสมือนสวนสวรรค์ อิลีเซียม (Elysium) เลยก็ว่าได้ ด้วยเพราะเวลานี้ทุ่งกว้างเต็มไปด้วยความเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา ทุ่งดอกไม้งดงาม ซึ่งทั้งหมดนี้ยังปกคลุมด้วยทัศนียภาพเทือกเขาแอลป์เป็นพื้นหลัง ที่พร้อมจะทำให้คุณรู้สึกเหมือนอยู่ในอิลีเซียมจริง ๆ  อีกทั้งยังเต็มไปด้วยกิจกรรมมากมาย เช่น การเดินเขา ปั่นจักรยาน และ กีฬาแนวผจญภัย ต่าง ๆ หรือถ้าหากต้องการพักผ่อนย่อนใจแบบสบาย ๆ หรูหราท่ามกลางธรรมชาติยังสถานที่ต่อไปนี้ก็ได้

 

2.1 ภูเขาไวด์ซีโลเดอร์ และบ้านบนเนินเขา (Wildseeloder and House on the Hill)

“House on the Hill” บนภูเขาไวด์ซีโลเดอร์

               สถานที่แห่งนี้เป็นที่รู้จักเป็นอย่างมากสำหรับนักเดินเขา ในนาม “House on the Hill” ซึ่งที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1892 เพื่อเป็นบ้านพักสำหรับนักท่องเที่ยว และนักเดินเขา รวมถึงเป็นจุดพักสำหรับการเดินทางชั่วคราว หรือค้างคืนก็ได้ อีกทั้งยังเป็นจุดชมวิวเทือกเขาที่งดงามตระการตาเป็นอย่างมากจุดหนึ่ง และที่ดีที่สุดคือการเดินทางไปนั้นสามารถขึ้นรถเคเบิ้ลไปถึงได้ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ณ ที่แห่งนี้ยังรวมไปถึงการลงเล่น หรือพายเรือกลางทะเลสาบ ไวด์ซี (Wildsee Lake) ที่งดงามด้วย

 

2.2 ทะเลสาบ ชวาร์สซี (The Schwarzsee)

ทัศนียภาพทะเลสาบชวาร์สซี

              ถ้าหากคุณกำลังคิดว่าพักร้อนนี้จะไปไหนดี ? อีกทั้งกำลังมองหาสถานที่พักผ่อนในที่ ๆ จะทำให้คุณรู้สึกสดชื่นขึ้นในช่วงวันหยุดนี้ หากเป็นเช่นนั้นคุณไม่ควรพลาดทะเลสาบ ชวาร์สซี เป็นอันขาด เพราะทะเลสาบแห่งนี้มีสีน้ำที่สามารถสะท้อนทัศนียภาพรอบ ๆ ทะเลสาบได้ชัดเจน อีกทั้งยังประกอบด้วยพื้นหลังอย่างเทือกเขา ไคเซอร์เบริก์ (Kaisergebirge Mountain Range) ดังนั้นทุกวินาทีที่คุณพักผ่อนที่นี้คุณจะรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่งดงามตระการตาตลอดเวลาเหมือนในนิยาย สงบ ให้คุณผ่อนคลายพร้อมรู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันที

 

2.3 สนามกอล์ฟ “Kitzbuhel – Schwarzsee – Reith”

Kitzbühel – Schwarzsee – Reith Golf Course

             สนามกอล์ฟแห่งนี้ตั้งอยูกลางใจเทือกเขาคิตส์บูเอล (Kitzbühel Alps) และอยู่ห่างออกไปจากตัวเมืองเพียง 4 กม. ซึ่งสนามกอล์ฟแห่งนี้นั้นเหมาะกับผู้เล่นทุกระดับฝีมือ โดยมีสนามกอล์ฟแห่งนี้มีจุดเด่นทั้งในความสวยงามของแฟร์เวย์ราบของหลุมที่ 1 – 9 ตามด้วยแนวเนินเขางดงามของหลุมที่ 10 – 18 และจบด้วยอุปสรรคต่าง ๆ ที่ได้ถูกวางแพลนไว้อย่างเหมาะสม (ขึ้นชื่อเรื่อง “Water Hazards” หรืออุปสรรคน้ำ) เพื่อให้นักกอล์ฟทุกท่านได้รับความสนุกเป็นอย่างมากแน่นอน

นอกจากนี้ยังประกอบด้วยคลับเฮ้าส์ตากอากาศที่มีทัศนียภาพของ ภูเขาแอสเบิร์ก (The Astberg) อันตระการตาเป็นบรรยากาศพื้นหลัง พร้อมกับบริการอาหาร และเครื่องดื่มหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ท่านได้ผ่อนคลายไปกับทัศนียภาพรอบ ๆ ขณะพักจากการตีกอล์ฟอย่างแท้จริง ทั้งนี้คลับเฮ้าส์แห่งนี้ยังตั้งอยู่ใกล้กับทะเลสาบชวาร์สซีที่กล่าวไว้เมื่อข้างต้นอีกด้วย ทำให้การเดินทางนี้เหมาะสำหรับการไปแบบครอบครัว และคุณพ่อบ้านที่รักกอล์ฟเป็นอย่างยิ่ง

 

3. Austria Trend Hotel Schloss Lebenber

Austria Trend Hotel Schloss Lebenber

“Schloss Lebenberg” แห่งนี้ตั้งอยู่บนเทือกเขาคิตส์บูเอลมาแล้วกว่า 400 ปี แต่ได้เปิดบริการเป็นโรงแรมจริง ๆ ในปี 1967 พร้อมกับทำการรีโนเวทตกแต่งใหม่ด้วยความปรานีต เมื่อปี 2008 เพื่อให้การบริการในแต่งละครั้งนั้นเป็นไปตามมาตรฐานสูงสุด และด้วยการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความมหัศจรรย์ของสถาปัตยกรรมยุคกลาง และไลฟ์สไตล์หรูหรามอเดิร์น โรงแรมแห่งนี้จะทำให้คุณหลงใหลไปกับการบริการชั้นนำ ห้องนอนเรียบหรู ตั้งแต่ก้าวแรกที่คุณได้เดินเข้ามา

 

 

รวบรวม และเรียบเรียงข้อมูล : Reign International Travel
สนใจท่องเที่ยวออสเตรีย คลิ๊ก >>> ทัวร์ยุโรป : เจาะลึกเมืองเล็กน่ารัก ออสเตรีย (ทิโรล) – เยอรมนี (บาวาเรียน) – ฝรั่งเศส (อัลซาส) 10 วัน

ท่องเที่ยวตามใจ ไปตามฝัน กับ เร้นจ์ อินเตอร์ฯ ทราเวล “ท่องเที่ยวกับเร้นจ์ฯ มั่นใจไม่ผิดหวัง”
ทัวร์ยุโรป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก : Kitzbuhel | the Legend, Urlaubsparadies, Austria : The Official Travel Guide, World of Leading Golf, Austria Trend Hotel Schloss Lebenberg

อ้างอิง :

ทวีปแอฟริกา เป็นทวีปที่มีเสน่ห์ พร้อมไปด้วยการผจญภัยใหม่ ๆ อยู่เสมอ อีกทั้งยังมีหลายประเทศที่น่าสนใจ ซึ่งหนึ่งในนั้น “ประเทศนามิเบีย” อาจจะถือว่าเป็นประเทศที่จะทำให้คุณได้รู้สึกเติมเต็ม และเพลิดเพลิน เสมือนกับว่าได้เที่ยวแอฟริกาทั้งทวีปเลยก็ว่าได้ เพราะที่ประเทศนามิเบียนี้เองประกอบไปด้วย บรรยากาศเมืองเก่า เมืองตากอากาศ อุทยาน เขตสงวน และธรรมชาติที่ทัศนียภาพตระการตาเป็นอย่างมาก ซึ่งนามิเบียยังเป็นแหล่งของเหล่าเสือชีต้าเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก และอาจจะเป็นประเทศสุดท้ายที่จะได้เห็นแรดดำที่อาศัยอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอีกด้วย ทั้งนี้ประเทศนามิเบียเองยังเป็นประเทศที่มีการจัดระบบ อุทยาน เขตสงวน และ บ้านพักซาฟารี ได้เสถียร และมีคุณภาพ ทำให้ผู้ใดก็ตามที่ได้มาเยือนประเทศแห่งนี้มักจะต้องถ่ายรูป สัตว์ป่าท่ามกลางธรรมชาติ, ชายฝั่งทะเล, และเนินทะเลทราย กลับกันไปเต็มไม้เต็มมือทุกครั้ง ด้วยเหตุนี้ประเทศนามิเบียจึงเป็นประเทศที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้หวนกลับคืนมายังสถานที่ดังต่อไปนี้อยู่เสมอ  :

1. ทะเลทรายนามิบ (Namib Desert)
ทะเลทรายนามิบ ทะเลทรายที่เก่าแก่ที่สุดในโลก มีอายุประมาณ 55 ล้านปี มีพื้นที่ประมาณ 81,000 ตร.ม. ตั้งเป็นแนวทอดยาว 2,000 กม. ตั้งแต่ แองโกลา ผ่านนามิเบีย ไปจนถึงแอฟริกาใต้ ซึ่งเนินทราย มีสีแดงสวยงาม และสามารถมีความสูงได้จนคาดไม่ถึง ทำให้ที่แห่งนี้เป็นที่นิยมชมชอบสำหรับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก จนขนาดที่หนังดังอย่าง Mad Max : Fury Road เลือกที่จะถ่ายทำฉากไล่ล่าในทะเลทราย ณ ทะเลทรายแห่งนี้มาแล้ว

 

2.  เมืองตากอากาศชายทะเล สวากอปมุนด์ (Swakopmund : Seaside resort town)
สวากอปมุนด์ เป็นเมือกตากอากาศ ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ ซึ่งเมืองแห่งนี้เปรียบเสมือนเมืองในฝันของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ด้วยเพราะตัวเมืองประกอบด้วยสถาปัตยกรรม และวัฒนธรรมชาวเยอรมันที่สวยงดงาม จนเมืองแห่งนี้ถูกเข้าใจว่าเป็นเยอรมันมากกว่าประเทศเยอรมันเองเสียอีก อีกทั้งตัวเมืองยังตั้งติดกับทะเลแอตแลนติก และอยู่บนปลายทะเลทรายนามิบ ทำให้บรรยากาศโดยรอบเหมือนกับอยู่ในหนังเลยก็ว่าได้

 

3. เมืองหลวงวินด์ฮุก (Windhoek)
ตั้งอยู่กลางประเทศนาบิเมีย คือเมืองหลวงวินด์ฮุก ที่เป็นแหล่งของภัตรคารชั้นนำ ร้านค้า สถานที่ท่องเที่ยว และที่พักชั้นนำต่าง ๆ ทั้งนี้ตัวเมืองมีความสะอาด ปลอดภัย และวางระเบียบเป็นอย่างดี เพราะได้รับอิทธิผลการวางผังเมืองมาจากประเทศเยอรมัน ซึ่งภาษาที่ใช้โดยส่วนใหญ่ก็เป็นภาษาเยอรมันด้วยเช่นกัน ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมรู้สึกสบาย และเพลิดเพลินไปกับสถาปัตยกรรมที่สวยงาม เช่น ปราการ อัลเต
เฟสเต (Alte Feste Fort), โบสถ์ คริสต์อูเคอร์ช (Christuskirche Christ Chruch) และ อาคารศาลสูงเป็นต้น

 

4. ที่กว้าง ดามาราแลนด์ (Damaraland)
ดามาราแลนด์ ที่กว้างแห่งนี้เป็นอีกสถานที่ที่งดงามเป็นอันดับต้น ๆ ของนามิเบีย ทั้งกว้าง บรรยากาศเงียบ และสวยงาม ซึ่งยังประกอบไปด้วย ป่าหิน (ไม้กลายเป็นหินจริง) หุบเขาโบราณ และแนวหินที่ตระการตา ทั้งยังเป็นจุดชมดาว และ มีเนินผาที่สูงงดงามเป็นอย่างมาก

 

5. บ้านพัก วิงเกอร์คลิป (Vingerklip Lodge)
ตั้งอยู่ใจกลางหุบเขาอันงดงามคือบ้านพักวิงเกอร์คลิป  ห้องพักหรู Heavens Gate และ ภัตตาคาร Eagles Nest   บนผาอูกับ ที่จะยกระดับการรับประทานอาหาร และพักผ่อนของคุณไปสู่อีกระดับ เพราะว่าห้องพัก และภัตตาคารตั้งอยู่ใกล้กัน บนผาแห่งนี้ จึงทำให้คุณรู้สึกดื่มดำไปกับทัศนียภาพอันงดงาม และบรรยากาศสงบอยู่ตลอดเวลาที่พักอาศัย อีกทั้งบรรยากาศยังเหมาะสำหรับชมพระอาทิตย์ขึ้น และตกบนผาอูกับแห่งนี้อีกด้วย ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ยังเป็นกันเอง บริการดี และ ทำอาหารอร่อย จนทำให้นักเดินทางรู้สึกผ่อนคลายเหมือนกับอาศัยอยู่ในบ้านของตนเอง ในขณะที่รับชมทัศนียภาพที่ตระการตา โดยไม่ต้องกังวลอะไรเลยแม้แต่น้อย

6. น้ำพุแห่งความฉงนสนเท่ห์ ทวีเฟลฟอนไทน์ (Twyfelfontein : Fountain of doubt)
ทวีเฟลฟอนไทน์ หรือ น้ำพุแห่งความฉงนสนเทห์ เดิมที่แห่งนี้เป็นแอ่งน้ำสวยงามที่ดึงดูดนักล่ายุคหินเมื่อ 6,000 ปีก่อน ให้เข้ามาตั้งรกรากบริเวณแอ่งน้ำนี้ และในช่วงเวลานี้เองที่ทำให้บริเวณแห่งนี้ในปัจจุบันกลายเป็นเขตอนุรักษ์ที่เต็มไปด้วยภาพวาดโบราณมากมาย ซึ่งภาพวาดเล่านี้มีความสวยงาม และเล่าเรื่องเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในช่วงยุคหินไว้อย่างมากมายจนน่าฉงน

 

7. เขตสงวน อิรินดี เกมส์ (Erindi Game Reserve)
อีรินดี (Erindi) หมายถึงสถานที่ที่น้ำอุดมสมบูรณ์ และเขียวชอุ่ม ที่แห่งนี้เป็นเขตสงวนที่ประกอบไปด้วยความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ และหลากหลายด้วยสัตว์ป่า ซึ่งเขตสงวน ฯ แห่งนี้เองเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวมาเพื่อเที่ยวชมระบบนิเวศน์ธรรมชาติ ศึกษาวัฒนธรรมกับร่วมกิจกรรมกับชนพื้นเมือง และ ศึกษาสัตว์ป่าต่าง ๆ เช่น เสือชีต้า แรดดำ สิงห์โต ยีราฟ ช้าง วัวป่า (Wildebeest) เป็นต้น

 

เขียนและเรียบเรียงโดย : Reign International Travel
ขอบคุณภาพประกอบจาก : Erindi Private Game Reserve, Namibia Tourism Board, Trust for African Rock Art, Platz Am Meer, Vingerklip Lodge

ท่องเที่ยวตามใจ ไปตามฝัน กับ เร้นจ์ อินเตอร์ฯ ทราเวล “ท่องเที่ยวกับเร้นจ์ฯ มั่นใจไม่ผิดหวัง”
ทัวร์ยุโรป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :

                         เกาะเซนญา เกาะแห่งความสวยงามตระการตรา ที่จะทำให้รู้สึกสงบ และสบายไปกับบรรยากาศธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งเกาะเซนญานี้เองมักถูกเรียกว่านอร์เวย์ขนาดย่อม เพราะเกาะดังกล่าวมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ ฯ พร้อมด้วยทัศนียภาพของฟยอร์ด, เทือกเขาที่สวยงาม และเรื่องเล่าที่เล่าต่อกันมาประกอบ เช่น Senjatrollet – เรื่องเล่าเกี่ยวกับเหล่าโทรล (Troll) ที่เลื่องลือของเกาะ และเมื่อนำสองสิ่งนี้มารวมกันทำให้เกาะเซนญาแห่งนี้เป็นสถานท่องเที่ยวที่น่าหลงไหล และน่าค้นหาเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามบนเกาะแห่งนี้ไม่ได้มีเพียงแต่ทัศนียภาพที่สวยงามเท่านั้น แต่ยังพร้อมไปด้วยสิ่งที่ควรค่าแก่เวลาให้ออกไปผจญภัยอีกด้วย ซึ่งนักท่องเที่ยวที่ต้องการประสบการณ์เต็มร้อย ยังสามารถเข้าร่วมเดินทางไปกับกิจกรรมที่เกาะแห่งนี้สามารถมอบให้ได้อีกด้วยดังนี้ :

1. เดินเขา (Hiking)

เกาะเซนญาจะถือว่าเป็นสวรรค์ของนักเดินเขาก็ว่าได้ ด้วยเพราะการเดินเขาแต่ละครั้งนั้นเองที่พวกเขาจะได้เก็บภาพที่สวยงามของฟยอร์ด หมู่บ้านชาวประมง และเทือกเขาที่รอบล้อม เช่น เซย์กลา (Segla)

ทัศนียภาพเทือกเขาเซย์กลา

 

2. พระอาทิตย์เที่ยงคืน (Midnight Sun)

ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ถึง ปลายเดือนกรกฎาคมนี้เองเป็นช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ไม่ตกที่เซนญาเลย ทำให้ท้องฟ้าในช่วงเวลานี้เองเปล่งสีทองอร่ามงดงาม ซึ่งจุดนี้เองได้เป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญให้กับจิตรกรและนักเขียนที่โด่งดังในนอร์เวย์มาแล้ว

ทัศนียภาพพระอาทิตย์กลางคืน ณ เกาะเซนญา

 

3. โรดทริป (Road Trip)

เส้นทางชมทัศนียภาพยาว 102 กม. จะพานักท่องเที่ยวที่ชอบผจญภัยและถ่ายภาพ ไปยังสถานที่ที่ประกอบไปด้วยการผจญภัยและทัศนียภาพที่สวยงามตลอดระหว่างทาง เช่นการตั้งแคมป์ที่หาด เออร์สฟยอร์ด (Ersfjord Beach) หรือจุดชมวิวเบอร์สบอทน์ (Bergsbotn viewpoint) เป็นต้น

ทัศนียภาพจากจุดชมวิว เบอร์สบอทน์

 

4. หอสังเกตุปรากฎการณ์ ออโรล่า บอเรียลลิส (Aurora Borealis Observatory)

ณ หอสังเกตุการณ์แสงเหนือแห่งนี้ นักเดินทางจะสามารถชมแสงเหนือ หรือ ออโรล่า บอเรียลลิส ได้พร้อมกับเพื่อน และ ครอบครัวได้อย่างสงบ ทั้งนี้ทัศนียภาพยังสวยงามเหมาะกับการถ่ายรูปร่วมกับแสงเหนือเป็นอย่างมากอีกด้วย

การสังเกตการณ์แสงเหนือในโดมแก้ว

 

5. ผจญภัยไปกับฮัสกี้ (Senja Husky Adventure)

การผจญภัยไปกับเหล่าสุนัขฮัสกี้นี้ เป็นอีกกิจกรรมที่เป็นที่จับตามองของเหล่านักผจญภัย และคนรักสัตว์ เพราะนอกจากจะได้ออกไปรับชมทัศนียภาพแล้ว ยังได้เดินทางไปโดยการเรียนรู้ พร้อมควบคุมรถลากไปกับเหล่าฮัสกี้อีกด้วย ซึ่งจุดนี้เองที่มีความตื้นเต้น และสนุกไปกับการสานสัมพันธ์กับสุนัขแสนเท่ห์นี้อีกด้วย

 

เขียนและเรียบเรียงโดย : Reign International Travel
ขอบคุณภาพประกอบจาก : outtt, Aurora Borealis Observatory และ Senja Husky Adventures

ท่องเที่ยวตามใจ ไปตามฝัน กับ เร้นจ์ อินเตอร์ฯ ทราเวล “ท่องเที่ยวกับเร้นจ์ฯ มั่นใจไม่ผิดหวัง”
ทัวร์ยุโรป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :