เกร็ดความรู้สำหรับนักเดินทาง ลึกแต่ไม่ลับ กับรายละเอียดที่หลายท่านอาจจะคาดไม่ถึง

คุณกำลังวางแผนเดินทางเที่ยวยุโรป แล้วหวังที่จะทำการช้อปปิ้งให้คุ้มค่ากับการเดินทางด้วยใช่รึไม่ ? และยังไม่ทราบว่าควรจะเดินทางช่วงไหนดี หรือประเทศไหนดีในยุโรปถึงจะได้สินค้าแบรนด์เนมในราคาสุดคุ้ม  ถ้าเช่นนั้นแล้วข้อมูลที่สำคัญที่สุดสำหรับการวางแผนของคุณได้ถูกรวบรวมไว้ที่นี้แล้ว โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดของการจัดงาน “Sales” ในยุโรปนั้นแบ่งออกเป็นสองช่วง คือ “Summer” และ “Winter” ซึ่งใน 2 ช่วงดังกล่าวนี้สินค้าแบรนด์เนมคุณภาพจะลดราคาค่อนข้างมาก ทำให้นักเดินทางต้องวางแผนซื้อสินค้าที่ตนอยากได้จริง ๆ ให้ดีอีกด้วย ด้วยเหตุนี้เพื่อให้การเดินทางของคุณมีประสิทธิภาพที่สุดเมื่อต้องแวะไปช้อปปิ้ง บล็อกนี้จึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับช่วงฤดูกาลเซลส์, ช่วงเวลา, และเมืองต่าง ๆ ในยุโรปที่ขึ้นคุณต้องไปช้อปให้ได้ไว้ให้คุณแล้ว ดังต่อไปนี้

 

ถนน อ็อกฟอร์ด (Oxford Street)

When

Summer Sales : ปลายมิถุนายน ถึงกลางกรกฎาคม

Winter Sales : ปลายธันวาคม ถึงกลางมกราคม

Why

ลอนดอนเป็นเมืองที่มีนักเดินทางมาเยอะเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก เพราะเป็นเมืองที่มีเขตการช้อปปิ้งเยอะ และสินค้าแฟชั่นก็มีหลากหลายแนวที่มีคุณภาพสูง ดังนั้นคุณจะได้พบกับแบรนด์ชั้นนำ และสินค้าออกแบบโดยดีไซนเนอร์ชั้นนำได้ที่เมืองแห่งนี้

Locations

  • ถนน บอนด์ (Bond Street) | ถนนที่ “Fashionista” ทุกคนต้องไป
  • ถนน อ็อกฟอร์ด (Oxford Street) | ร้านค้ามากกว่า 300 ร้าน และเป็นที่โด่งดังไปทั่วโลก พร้อมที่จะให้คุณเจอกับประสบการณ์ใหม่ในการช้อปปิ้ง
  • ตลาด คอนเว้นท์ การ์เด้น (Convent Garden Market) | สถานที่ที่จะให้คุณได้พบกับสินค้าแบรนด์เนมที่มีความเรียบหรู
  • ถนน คาร์นาบี้ (Carnaby Street) | ถนนแห่งนี้รายล้อมด้วยสถาปัตยกรรมอาคารที่งดงาม และมีร้านค้ามากมายที่จะทำให้การช้อปปิ้งของคุณตื่นตาตื่นใจ

 

อาฟว์นูว์ เด ช็อง เซลีเซ (Avenue des Champs Elysées)

When

Summer Sales : ปลายมิถุนายน ถึง ต้นสิงหาคม

Winter Sales : ต้น มกราคม ถึง กลางกุมภาพันธ์

Why

ปารีส เมืองหลวงของงานศิลปะการตัดเย็บชั้นสูง (Haute Couture) จุดศูนย์กลางของทุกสิ่งที่เกี่ยวกับแฟชั่น ที่แค่เฉพาะการช้อปปิ้งก็สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวหลายล้านให้เข้ามาใช้วันหยุดในเมืองหลวงแห่งนี้ได้แล้ว อีกทั้งยังเป็นบ้านของแบรนด์หรูต่าง ๆ รวมถึงคอลเล็คชั้นเครื่องประดับหรูอื่น ๆ อีกด้วย

Locations

  • อาฟว์นูว์ เด ช็อง เซลีเซ (Avenue des Champs Elysées) | อาฟว์นูว์ ฯ นี้นอกจากจะเป็นบ้านของแบรนด์เนมหรู อย่าง Louis Vuitton, Mont-Blanc, Guerlain เป็นต้น แต่ที่แห่งนี้ยังมีสีสรร และความหลากหลายที่พร้อมจะทำให้การช้อปปิ้งของคุณเป็นประสบการณ์ที่คุณไม่มีวันลืม
  • เลอ มาเรส์ (Le Marais) | ย่านแห่งนี้เป็นสถานที่สำหรับช้อปปิ้งเป็นอันดับต้น ๆ ของเมือง โดยเมืองเป็นแหล่งของสินค้าวินเทจ เสื้อโค๊ต และ รองเท้า
  • อาฟว์นูว์ เด เทอร์นส (Avenue des Ternes) | สวรรค์ของคนรักกระเป๋า และเสื้อผ้าแบรนด์หรู อีกทั้งอาฟว์นูว์ ฯ แห่งนี้เป็นย่านที่กำลังเป็นที่นิยมเป็นอย่างมากในหมู่นักช้อปปิ้ง

 

วีอา มอนเต้ นาโปเลียน (Via Monte Napoleone)

When

Summer Sales : ต้นกรกฎาคม ถึง กลางสิงหาคม

Winter Sales : ต้นมกราคม ถึง ต้นมีนาคม

Why

มิลาน หนึ่งในเมืองหลวงแห่งวงการแฟชั่น และแหล่งรวมตัวของดีไซนเนอร์ชื่อดัง เป็นเมืองที่มากมายด้วยร้านของเหล่าดีไซนเนอร์ และเอ้าต์เล็ท (Outlet) รวมทั้งยังเป็นบ้านของแบรนด์เนมงานศิลปะการตัดเย็บชั้นสูง (Haute Couture) อย่าง Armani, Prada, Versace, Roberto Cavalli อีกด้วย

Locations

  • วีอา มอนเต้ นาโปเลียน (Via Monte Napoleone) | ร้านค้าบูติก และร้านของเหล่าดีไซนเนอร์บนถนนแห่งนี้จะทำให้ประสบการณ์ในการช้อปปิ้งสินค้าแบรนด์หรูอย่าง Armani, Gucci, และ Prada เป็นการประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบ “Exclusive”
  • คอร์โซ วิตโตริโอ้ เอ็มมานูเอล II (Corso Vittorio Emanuele II) | ถนนแห่งนี้เป็นที่โด่งดังเป็นอย่างมากสำหรับสินค้าแบรนด์เนม และ เครื่องประดับบูติคต่าง ๆ

 

โคหล์มารค์ต (Kohlmarkt)

When

Summer Sales : กลางกรกฎาคม ถึง ปลายสิงหาคม

Winter Sales : ปลายธันวาคม ถึง ปลายมกราคม

Why

เวียนนาคือความฝันที่จะมาเติมเต็มความเป็น “Fashionista” ในตัวของนักเดินทางทุกคน และ ณ ที่แห่งนี้คุณจะได้พบกับร้านบูติคระดับสูง กับงาน”Haute Couture” ที่มีความหลากหลาย และมีเอกลักษณ์ ทำให้เวียนนาเป็นหนึ่งในสถานที่ต้องมาช้อปในยุโรป

Locations

  • โคหล์มารค์ต (Kohlmarkt) | ย่านช้อปปิ้งที่เป็นจุดรวมของเครื่องเพชร “High End”และโด่งดังที่สุดในดาวน์ทาวน์เวียนนา ซึ่งคุณจะได้พบกับแบรนด์เครื่องเพชรดัง อย่าง Wagner, Bucherer, Schullin, Cartier, Chopard, Tiffany และ Wellendorf ทำให้ที่แห่งนี้เป็นที่รู้จักในอีกชื่อว่า “Golden U”
  • มาเรียฮิลเฟอร์สตราวส์ (Mariahilferstrasse) | หนึ่งในย่านช้อปปิ้งหลักของเวียนนาที่รวบรวมสินค้าแบรนด์เนมไว้ รวมทั้งคาเฟ่ และภัตตาคาร ให้คุณได้แวะพักเหนื่อยจากการเดินช้อปปิ้ง

 

พีซี ฮูฟสตรัต (P.C. Hooftstraat)

When

Summer Sales : ทั้งเดือนกรกฎาคม

Winter Sales : ทั้งเดือนมกราคม

Why

ด้วยห้างสรรพสินค้าที่มากมายด้วยสินค้า Exclusive อัมสเตอร์ดัมแห่งนี้จะทำให้นักเดินทางต้องควักเงินออกมาช้อปปิ้งแน่นอน

Locations

  • ถนน คัลเวอร์สตรัต (Kalverstraat) | บนถนนแห่งนี้คุณจะได้พบกับร้านค้าระดับ Exclusive มากมาย อย่าง Paul Warmer, Filipa K, Shoebaloo และเอ้าต์เล็ต (Outlet) เช่น H&M, Zara, Esprit, Pull & Bear
  • พีซี ฮูฟสตรัต (P.C. Hooftstraat) | ถนนที่รวบรวมร้านแบรนด์หรูไว้ อย่าง Chanel, Louis Vuitton, DKNY
  • เดอ บีเอียนคอร์ฟ (De Bijenkorf) | สถานที่ที่รวบรวมร้านค้าแบรนด์ชั้นนำไว้ให้คุณ
  • เดอ เนเกน สตรัตเจส (De Negen Straatjes) | สำหรับผู้ที่มีความสนใจในงานศิลปะ เครื่องเพชร และสินค้าวินเทจ ย่านแห่งนี้คือที่ ๆ คุณตามหาอยู่

 

ห้างสรรพสินค้า คาเดวี (KaDeWe)

When

Summer Sales : ปลายกรกฎาคม ถึง ต้นสิงหาคม

Winter Sales : ปลายมกราคม ถึง ต้นกุมภาพันธ์

Why

เบอร์ลิน เมืองหลวง และสวรรค์ของนักช้อปปิ้งในเยอรมณี ณ เมืองแห่งนี้คุณจะได้พบกับศูนย์รวมของสินค้าแบรนด์หรู ยี่ห้อดัง และสินค้าคุณภาพราคาเป็นกันเองที่มากมายไปทุกทิศทาง

Locations

  • ห้างสรรพสินค้า คาเดวี (KaDeWe) | ห้างใหญ่โออ่าแห่งนี้คือศูนย์รวมของสินค้าแบรนด์เนมต่าง ๆ ผสมผสานกับสินค้าอื่น ๆ อีกมากมาย
  • แกลเลอรี่ ลาฟาเยต (Galaries Lafayette) | ห้างสรรพสินค้าที่รวบรวมสินค้าแบรนด์ชั้นนำไว้

 

ถนน ดร็อทนิงกาทัน (Drottninggatan)

When

Summer Sales : กรกฎาคม ถึง สิงหาคม

Winter Sales : ปลายธันวาคม ถึง ต้นมกราคม

Why

งานดีไซน์แบบ “clean lines” เรียบหรู ของชาวสแกนดิเนเวียเป็นที่โด่งดังไปทั่วโลก ซึ่งไม่เป็นที่น่าแปลกใจ เพราะที่แห่งนี้คือบ้านเกิดของ H&M และ IKEA ทำให้ที่แห่งนี้เป็นศูนย์รวมของสินค้าแฟชั่นที่มีความเรียบง่าย แต่เก๋ ให้คุณได้ช้อปมากมาย ดังนั้นหากคุณตั้งใจจะมาช้อปที่นี้แล้ว คุณควรเตรียมกระเป๋าเพิ่มไว้ต่างหากอีกด้วย

Locations

  • ถนน ดร็อทนิงกาทัน (Drottninggatan) | ราชินีแห่งถนนช้อปปิ้งแห่งนี้ได้รวบรวมร้านค้าแฟชั่นแบรนด์เนมไว้อย่าง H&M, Monki, Zara, Gina Tricot, Salt ไว้ให้คุณแล้ว อีกทั้งยังมีห้างสรรพสินค้า Ahléns ที่เป็นศูนย์รวมเครื่องสำอางค์สำหรับคุณผู้หญิงอีกด้วย
  • ไบบริโอเทคสแตน (Bibliotekstan) | ย่านแฟชั่นของสต็อคโฮล์ม ที่รวบรวมแบรนด์เนมดังอย่าง Filipa K, Tiger of Sweden, Prada, Louis Vuitton 
  • อีเกีย (IKEA) | เข้าเมืองตาหลี่ว ต้องหลิ่วตาตาม ดังนั้นเมื่อมาถึงบ้านเกิดแล้วก็ต้องเข้าไปชมต้นฉบับให้ได้เช่นกัน ซึ่งคุณจะได้พบกับ IKEA ที่ใหญ่ที่สุดในโลก พร้อมกับสินค้ามากมายกายกองให้คุณเลือก จนคุณเพลิดเพลินไปกับการช้อปจนลืมเวลาเลยก็เป็นได้

 

ถนน โคโลนากิ (Kolonaki Street)

When

Summer Sales : สิงหาคม ถึง กันยายน

Winter Sales : มกราคม ถึง กุมภาพันธ์

Why

ดาวน์ทาวน์เมืองเอเธนส์ คือสถานที่ที่นักช้อปปิ้งตัวจริงยังต้องหลงไหล เพราะเมืองแห่งนี้ได้รวบรวมย่านการค้าไว้หลากหลายรูปแบบไปทั่วเมือง ไม่ว่าจะเป็นตลาดนัด ห้างสรรพสินค้า ถนนการค้า สถานที่เหล่านี้จะทำให้การช้อปปิ้งของคุณไม่มีวันเบื่อ อีกทั้งตัวเมืองยังมากมายด้วยคาเฟ่ให้คุณได้หยุดพักจากการช้อปปิ้งอีกด้วย

Locations

  • พลาก้า (Plaka) | ย่านเก่าแก่ที่สุดในเอเธนส์แห่งนี้เป็นทั้งสถานที่ท่องเที่ยวและจุดช้อปปิ้ง ที่บรรยากาศอบอวลไปด้วยความคลาสสิก
  • ถนน เออร์มู (Ermou) | ถนนแห่งนี้เหมาะกับนักเดินทางที่กำลังมองหา เสื้อผ้า ผ้าต่าง ๆ และรองเท้าคุณภาพในราคากันเอง
  • ถนน โคโลนากิ (Kolonaki Street) | ย่านที่รวบรวมร้านค้าของเหล่าดีไซนเนอร์

 

 

รวบรวม และเรียบเรียงข้อมูล : Reign International Travel

สนใจท่องเที่ยวยุโรป คลิ๊ก >>> ทัวร์ยุโรป 

ท่องเที่ยวตามใจ ไปตามฝัน กับ เร้นจ์ อินเตอร์ฯ ทราเวล “ท่องเที่ยวกับเร้นจ์ฯ มั่นใจไม่ผิดหวัง”

ทัวร์ยุโรป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :

                   ปัจจุบันเมื่อเราเดินทางไปประเทศยุโรป หรือประเทศที่เคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศในยุโรป เรามักจะได้รับประทานอาหารที่รสชาติเข้มข้น จนบางครั้งรู้สึกเค็มเกินไปสำหรับเรา ซึ่งแตกต่างจากประเทศไทยบ้านของเราเป็นอย่างมากที่มีหลากหลายรสชาติที่มีทั้งเผ็ด เปรี้ยว เค็ม หวาน เข้ามาตัดกัน ซึ่งความแตกต่างนี้เริ่มตั้งแต่การปรุงอาหาร เช่น การปรุงเนื้อ หรือสเต็ก โดยที่ยุโรปต้องปรุงด้วย เกลือ เนยเค็ม พริกไทยดำ และต้นไทม์ แล้วรับประทานพร้อมกับจิบไวน์ แต่ของไทยเรานั้นนอกจากจะหมักเนื้อด้วย ซอสหอยนางรม ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ น้ำตาล แล้ว ยังต้องทำน้ำจิ้มรสจัดเพิ่มอีกด้วย ตรงจุดนี้เองเราคงจะเริ่มเห็นความแตกต่างในรสชาติบ้างแล้ว เพราะเช่นนั้นการเดินทางไปยุโรปในแต่ละครั้งนั้นควรเข้าใจในประวัติการปรุงอาหารของยุโรป วัฒนธรรม และแนวทางการรับประทานอาหาร เพื่อให้การเดินทางในแต่ละครั้งของท่านมีความพร้อม และเปิดโอกาสให้กับตนเองได้ลิ้มลองอาหารในมุมมองใหม่ ๆ

ความแตกต่างของรสชาติอาหารในยุโรป กับเอเชีย

                 จาก การค้นคว้า โดย Yong-Yeol Ahn, Sebastian E. AhnertJames P. Bagrow และ Albert-László Barabási มีผลลัพท์เห็นได้ชัดเจนว่าการปรุงแต่งอาหารของชาวยุโรปนั้นใส่ส่วนประกอบปรุงอาหารให้รสชาติไปในทางเดียวกัน เพื่อชูรสชาติกันและกัน ซึ่งแนวความคิดการปรุงอาหารนี้เกิดขึ้นเพราะ ในยุโรปยุคกลางนั้นเครื่องปรุง และเครื่องเทศเป็น ส่วนประกอบปรุงแต่งอาหารสำหรับชนชั้นสูง แต่ต่อมาในยุโรปยุคตั้งอาณานิคมมีการเปลี่ยนแปลงในการปรุงอาหารครั้งใหญ่เกิดขึ้น เพราะเครื่องปรุงต่าง ๆ หลั่งไหลเข้ามาในทวีปยุโรปจากประเทศอินเดีย และอเมริกา  จนทำให้แม้แต่ชนชั้นล่างก็สามารถปรุงแต่งอาหารในแต่ละมื้อของตนได้ คำถามคือ “แล้วอะไรกันที่เป็นสาเหตุให้การปรุงแต่งอาหารของชาวยุโรปเป็นอย่างทุกวันนี้ ?” คำตอบอยู่ที่ชนชั้นสูงในยุคตั้งอาณานิคมที่ต้องการแบ่งแยกความแตกต่างในชนชั้น เพราะการเสิร์ฟสตูว์ที่มีการปรุงแต่งไม่ใช้สัญลักษณ์สำหรับคนมีฐานะอีกต่อไปในยุคนั้น ด้วยเหตุนี้ชนชั้นสูงจึงหันไปใช้วิธีต่อไปนี้ เพื่อยกระดับการทำอาหารยุโรปแท้

ภาพปรุงอาหารด้วยเครื่องเทศต่าง ๆ โดยชนชั้นล่างในห้องครัวยุโรป ช่วงปี 1600 Paul Lacroix/Wikimedia

1.  ทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับศิลปะในการปรุงแต่งอาหาร – กล่าวคือการทำอาหารยุโรปแท้ ๆ นั้นไม่ใช่แค่ใส่เครื่องปรุงลงไปเพื่อปรุงอาหารเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าเนื้อต้องรสชาติเหมือนเนื้อ และเครื่องปรุงที่เติมนั้นคือเพื่อชูรสชาติเนื้อนั้นเท่านั้น โดยความคิดนี้เริ่มต้นในชนชั้นสูงฝรั่งเศส ในช่วงปี 1600 และมีอิทธิพลแพร่หลายไปยังชนชั้นสูงประเทศอื่น ๆ (เหมือนแฟชั้นเลยก็ว่าได้) และยังมีอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน โดยเราจะเห็นได้ในภัตตาคารห้าดาวชั้นนำต่าง ๆ ทั้งในยุโรป และอเมริกา

2. การปรุงซอสอาหาร – ในขณะที่ชาวเอเชียเรานั้นโฟกัสที่ซอสมากกว่าเนื้อ (เหมือนกินเนื้อก็ต้องขาดแจ่วไม่ได้ หรือกินอาหารทะเลต้องมีน้ำจิ๊มซีฟู้ดเสมอ) อาหารชาวยุโรปแท้ ๆ เองนั้นได้ปรับปรุงการมีซอสไว้เพื่อชูรสชาติของเนื้อ ส่งผลให้รสชาติเนื้อเข้มข้นขึ้น เพราะสำหรับชาวยุโรปแล้ว อาหารจานหลักที่เป็นใจสำคัญจะต้องถูกปรุงแต่งให้ออกมาอร่อยที่สุด เช่น หากจานหลักเป็นเนื้อวัว ซอสต้องทำหน้าที่ให้เนื้อวัวเข้มข้นอร่อยที่สุด อย่างที่เห็นเป็นประจำในรายการอาหารชั้นนำของโลกที่จะต้องกำหนดส่วนประกอบหลักในแต่ละจานก่อน

ผักและมันอบไม่ได้รับการชูรสชาติด้วยซอสเหมือนเนื้อ

3. ความแตกต่างในการใช้เครื่องปรุงชูรสชาติ – สังเกตได้ว่าอาหารส่วนใหญ่จะโรยเกลือ เพราะเกลือสำหรับชาวยุโรปทำหน้าที่เพิ่มรสชาติอาหาร แต่อาจจะทำให้รู้สึกเค็มเกินไปสำหรับชาวเอเชีย ที่คุ้นเคยกับการรับประทานอาหารรสชาติตัดกันมากกว่า ซึ่งเห็นได้ชัดในการจัดโต๊ะภัตตาคารอาหารชั้นนำจะไม่ค่อยมีเครื่องปรุงวางไว้ เพราะเชื่อว่าผู้ทำอาหารได้ปรุงแต่งชูรสชาติให้อร่อยแล้ว แต่บ้านเราต้องมีการปรุงเพิ่มให้เข้ากับรสชาติที่ตนชอบ จึงมีน้ำตาล พริก น้ำสมสายชู อยู่บนโต๊ะอาหารด้วย เป็นต้น

คำแนะนำในการรับประทานอาหารยุโรป

                    จากข้างต้นจะเห็นได้ว่าการปรุงอาหารของยุโรปนั้นจะเพื่อชูรสชาติจานหลัก อย่างทอดไข่ อบมัน ที่เป็นเครื่องเขียงก็ใส่เกลือ และเนยเค็ม เพื่อให้เข้ากับเนื้อจานหลัก ในขณะที่ผักจะไม่ค่อยได้รับการปรุงเหมือนอาหารในแถบเอเชีย แต่เพื่อให้รับประทานอาหารอร่อยควรปฏิบัติดังนี้

1. รับประทานอาหารคู่กับขนมปัง – หากเราชาวเอเชียลองนึกคิดว่าเราต้องกินซุปเนื้อตุ๋นที่เข้มข้นแล้ว เราจะต้องนึกถึงข้าว เพื่อให้ความเข้มข้นอ่อนลงมาพอดีรับประทานอร่อย เช่นเดียวกับอาหารในยุโรปที่จะมีขนมปังร้อน ๆ ไว้บนโต๊ะเสมอเช่นเดียวกัน เพื่อให้นักเดินทางเอเชียสามารถประยุกต์นำมาใช้แทนข้าวเพื่อลดความเข้มข้นของเมนูอาหารยุโรปให้รู้สึกอร่อย ไม่เค็มได้เช่นกัน

ขนมปังในเมนูอาหารยุโรป

2. สั่งแนวทางรสชาติอาหารที่ตนชอบกับพนักงานรับออเดอร์ – ด้วยภัตตาคารชั้นนำจะมักไม่วางเครื่องปรุงเพิ่มเติมให้ ดังนั้นการสั่งอาหารควรแจ้งเจ้าหน้าที่พนักงานเพื่อแจ้งเชฟถึงลักษณะรสชาติที่ตนชอบไว้ก่อนล่วงหน้า

3. สอบถามเจ้าหน้าที่พนักงาน – ยกตัวอย่างฝรั่งที่รับประทานเมี่ยงปลาเผาครั้งแรก จะทานให้อร่อยก็คงต้องถามเราเหมือนกัน ดังนั้นอย่าเขินอายที่จะสอบถามวิธีการรับประทานอย่างถูกต้องครับ และวัฒนธรรมชาวตะวันตกนั้น เซอร์วิสชั้นนำรวมถึงการแนะนำอาหาร ด้วย ดังนั้นเจ้าหน้าที่ภัตตาคารทุกที่จึงมีความยินดีที่จะแนะนำท่านทุกที่

เจ้าหน้าที่พนักงานแนะนำอาหาร

 

รวบรวมข้อมูล และเรียบเรียง โดย Reign International Travel

อ้างอิงจาก :

  1. Yong-Yeol AhnSebastian E. AhnertJames P. Bagrow & Albert-László Barabási, Scientific Reports volume1, Article number: 196 (2011)
  2. Singh, M., How Snobbery Helped Take The Spice Out Of European Cooking (2015)

จัดแจงซื้อทัวร์ยุโรปเพื่อเดินทางท่องเที่ยวสัมผัสความประทับใจไว้เป็นที่เรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นทัวร์แกรนด์สวิตเซอร์แลนด์ 9 วัน ต่อด้วยทัวร์ฝรั่งเศส โพรวองส์ อิตาลีต่ออีก10 วัน ทุกอย่างเตรียมพร้อมไร้ปัญหา แต่ทุกครั้งก่อนคุณเดินทางท่องเที่ยวไปในต่างประเทศ สิ่งที่หลายๆคนแก้ปัญหานี้ไม่ตก คือการจัดกระเป๋าเดินทางใช่หรือเปล่า? วันนี้เร้นจ์ฯ จึงมีวิธีดีๆ ที่จะช่วยให้คุณเลิกวิตก และลืมไปเลยว่าสิ่งนี้เคยเป็นเรื่องยากสำหรับคุณ มาดูกันดีกว่าว่า 10 สุดยอดวิธีจัดกระเป๋าเดินทางฉบับมือโปรต้องทำอย่างไรบ้าง

ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หนึ่งในประเทศยอดนิยมของทัวร์ยุโรป ทัวร์ต่างประเทศ ดินแดนชวนฝันของใครหลายคน เต็มไปด้วยความงดงามที่ไร้การปรุงแต่งพร้อมให้คุณได้สูดอากาศอันแสนบริสุทธิ์ โอบล้อมไปด้วยเทือกเขา และดอกไม้นานาชนิด เป็นแหล่งสกีในฤดูหนาว ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ยังพกความเก๋าด้วยความเป็นบ้านเกิดของนาฬิกาที่มีชื่อเสียงโด่งดังอีกด้วย แต่หลายท่านก็อาจจะสงสัย และคงตั้งคำถามในใจเสมอว่า…

สวิสเซอร์แลนด์ เป็นประเทศที่แปลกและมีเอกลักษณ์มาก ประเทศเล็กๆ แต่มีภาษาราชการถึงสี่ภาษานั่นก็คือ เยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาเลี่ยน และโรมาเนสก์ จึงเป็นที่มาของประเทศที่มีชื่อเรียกถึง 4 แบบซึ่งก็คือ Schweiz, Suisse, Svizzera และ svizra