ประเทศจอร์เจียแห่งนี้คืออัญมณีอันล้ำค่า ที่ตั้งอยู่กลางระหว่างยุโรปตะวันออก และเอเชีย ประเทศที่กำลังเป็นเทรนด์แรงกับความลับความอลังการณ์ ที่มีอะไรมากมายรอให้คุณได้ไปออกสำรวจ และค้นพบด้วยตัวเอง

โดยตั้งแต่เมืองหลวง ทบิลิซี (Tbilisi) สุดคลาสสิก ถึงหุบเขาคอเคซัส (Caucasus Mountain) อันงดงามนั้น คุณจะได้ค้นพบกับความหัศจรรย์แห่งธรรมชาติ ความหลากหลายในวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และความเป็นกันเอง จนคุณต้องบอกต่อถึง “The Wonders of Caucasus” แห่งนี้

 

Tbilsi at Night

(Tbilisi at night)

หากคุณยืนอยู่หน้าป้อมปราการ นาริคาร่า (Narikala Fortress), เหนือย่านอโบทูบานี่ (Abotubani district) เมืองเก่าของทบิลิซี คุณจะได้เห็นเห็นความคลาสสิก และโรแมนติคสุด ๆ ของเมือง เสมือนเรื่องเล่าทั้งหมดของจอร์เจียได้มาอยู่เป็นภาพวาดอยู่เบื้องหน้าของคุณ

ณ จุดนี้คุณจะได้เห็นโดมของเหล่าบ่อน้ำร้อนธรรมชาติที่เชื่อว่ากษัตริย์แห่งไอบีเรียได้ค้นพบ พร้อมก่อตั้งเมืองแห่งตำนานนี้ขึ้น และเบื้องล่างที่แห่งนี้ยังประกอบด้วยแม่น้ำมิทควารี (Mtkvari River) ที่ ๆ ซึ่งริมแม่น้ำนั้นเรียงรายไปด้วยสถาปัตยกรรมอันล้ำค่าที่มีความหลากหลายในช่วงเวลา ตั้งแต่ยุคกลาง สู่ ยุคมอเดิร์น เช่น สะพานแห่งสันติ (The Bridge of Peace) ทั้งนี้นักเดินทางมืออาชีพยังแนะนำให้ชมพระอาทิตย์นะเมืองอันงดงามด้วยประวัติศาสตร์แห่งนี้ พร้อมกับไวน์จอร์เจียรสเลิศในมือ เพื่อให้คุณได้ค้นพบมิติใหม่ของคำว่าคลาสสิก

 

The Chronicles of Georgia

(The Chronicles of Georgia)

พงศวดารแห่งจอร์เจีย หรือ The Chronicle of Georgia แห่งนี้มักถูกมองข้าม หรือตัดออกจากจุดหมายปลายทาง ซึ่งแท้จริงแล้วนั้น ณ ที่แห่งนี้ คุณจะได้ค้นพบว่านี้คือสถานที่ที่ทำให้คุณได้ตะลึงไปกับความโออ่า พร้อมสนุกไปการเรียนรู้ และถ่ายรูป (ลงอิสตาแกรม) อย่างแน่นอน

The Chronicles of Georgia คืออนุสรณ์ขนาดยักษ์ที่ตั้งอยู่บนเนินเขามองลงมาสู่ทะเลสาบ “Tbilisi Sea” โดยเล่าถึงประวัติศาสตร์ 3,000 ปี ของอำนาจการปกครองของจอร์เจีย ด้วยการสลักเกี่ยวกับ กษัตริย์ วีรบุรุษ และพระเยซูคริสต์ ไว้บนเสาเหล็กขนาดมหึมา  ซึ่งความอลังการณ์ และบรรยากาศความสวยงามของอนุสรณ์แห่งนี้ทำให้ได้ชื่อว่าเป็น Stonehedge of Georgia เลยทีเดียว

 

ตำนาน, อาราม, และโบสถ์พระวิหาร แห่งจอร์เจีย

(Bagrati Cathedral)

ด้วยตำนานการรักษาอันเหนือธรรมชาติ ณ อารามบอดบี (Bodbe Monastery) กษัตริย์มีเรียนที่ 3 และราชินีนานา (King Mirian III & Queen Nana) จึงได้ประกาศศาสนาคริสต์เป็นศาสนาหลักของประเทศ ใน ปี 327 นั้นเอง เพราะเหตุนี้เองทั่วประเทศจอร์เจียถึงมักมีโบสถ์ที่งดงาม หันมองออกไปสู่ธรรมชาติอันงดงามเหลือเชื่อตระการตา ที่กำลังรอให้คุณได้ไปสัมพัสด้วยตนเองอยู่นั้นเอง

ด้วยภูมิประเทศของจอร์เจียนั้นงดงามชวนให้นักเดินทางหลงใหลอยู่แล้วนั้น แต่สิ่งที่ทำให้ความงดงามของจอร์เจียนั้นสมบูรณ์ก็คือเหล่าอาราม และโบสถ์พระวิหารที่ได้ตั้งอยู่บนจุดที่ทำให้เห็นถึงความสวยงามของประเทศนี้ได้อย่างสูงสุดด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น โบสถ์วิหารบากราติ หรือ อารามจวารี (Jvari Monastery) เป็นต้น 

 

“Best on Caucasus” Route

เส้นทางที่ทำให้แวดวงนักเดินทางต่างเชื่อว่า นี้คือ สวิตเซอร์แลนด์แห่งเอเชีย โดยบนเส้นทางนี้คุณจะได้เดินทางค้นพบกับความสวยงามตามจุดไฮไลท์อันสวยตระการตาของเทือกเขาคอเคซัส ให้คุณได้รู้สึกเหลือเชื่อกับธรรมชาติของโลกเรา และได้ถ่ายรูปมากมายหลายแบบที่จะเป็นความทรงจำอันเลอค่าอย่างแน่นอน

ฺซึ่งการเดินทางไปบนเส้นทางนี้นั้นเป็นการขับรถไปตามเส้นทาง และหยุดชมจุดไฮไลท์สำคัญต่าง ๆ อย่าง ป้อมปราการริมทะเลสาบ อนานูรี (Ananuri Fortress), อนุสรณ์พันธมิตรรัสเซีย-จอร์เจีย (Russia-Georgia Friendship Monument), และโบสถ์เกอร์เกติ โดยแต่ละที่นั้นก็มีไฮไลท์เป็นเอกลักษณ์เป็นของตัวเองอย่างมาก แต่ที่นักเดินทางที่ต้องการภาพที่มีความแหวกแนวต้องมาที่อนุสรณ์แห่งพันธมิตร ฯ และโบสถ์เกอร์เกติให้ได้ เพราะเมื่อคุณเริ่มขึ้นเนินเขามา แล้วได้เห็นกับโบสถ์เกอร์เกติที่ถอดอยู่เบื้องหน้าโดยมีเทือกเขาสวยเป็นเบื้องหลังแล้วละก็ ภาพนี้จะทำให้คุณเชื่อได้เลยว่านี้คือ สวิตเซอร์แลนด์แห่งเอเชีย จริง ๆ (ทั้งนี้ฤดูหนาวถนนขึ้นสู่โบสถ์เกอร์เกติปิดรับนักท่องเที่ยวเพื่อความปลอดภัย)

 

รวบรวม และเรียบเรียงข้อมูล : Reign International Travel

ขอขอบคุณ : Georgia*, chloe_emeline3, z1_a, datours_georgia

สนใจท่องเที่ยวประเทศจอร์เจีย กับ Reign International

Click >>> http://bit.ly/GeorgiaBestonCaucasus

ท่องเที่ยวกับเร้นจ์ ฯ มั่นใจไม่ผิดหวัง

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :

อ้างอิง :

  • Huey, A. (n.d.). Georgia Uncovered. doi : https://www.nationalgeographic.com/travel/destinations/asia/georgia/partner-content-georgia-uncovered/

คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าไปไอซ์แลนด์ไปเที่ยวอะไร ? จุดท่องเที่ยว “Must-See” อยู่ที่ไหน ? กิจกรรม “Must-Do” คืออะไรบ้าง ? อ่านบทความนี้ต่อหากคุณต้องการไปไอซ์แลนด์ แล้วรับรองว่าคุณจะหลงรักไอซ์แลนด์แน่นอน

ประเทศไอซแลนด์นั้นมีความหลากหลายในสถานที่เที่ยว และกิจกรรม เพราะฉะนั้นแล้วการเลือกเดินทางเพื่อให้คลอบคลุมไฮไลท์ทั้งหมดนั้นจึงต้องมีการวางแผนและเตรียมการเป็นอย่างดี ให้ไม่เสียเวลา และเงินทองอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้เอง เร้นจ์ อินเตอร์เนชั่นแนล ทราเวล จึงได้ออกไปสำรวจเส้นทางในประเทศไอซ์แลนด์ โดยมุ่งหวังให้คุณได้สัมพัสกับไฮไลท์สำคัญมากที่สุด และได้นำข้อมูลสถานที่ และกิจกรรมไม่ควรพลาดมาไว้ ณ ที่นี้ให้คุณแล้ว และนี้คือ 7 อย่างที่คุณห้ามพลาดเป็นอันขาดเมื่อไปไอซ์แลนด์

 

07. Whale Watching

(Whale Watching)

ประเทศไอซ์แลนด์ เป็นเสมือนบ้านของเหล่าสัตว์น้ำเลี้ยงลูกด้วยนม (Catacean) มากกว่า 20 สายพันธุ์ ดังนั้นหากคุณอยากเป็นหนึ่งในนักเดินทางที่ได้เห็นปลาวาฬในธรรมชาติแล้วละก็ ประเทศไอซ์แลนด์แห่งนี้คือคำตอบของคุณ

อย่างไรก็ตามปลาวาฬที่พบได้บ่อยคือ Minke Whales และ Humpback Whales นอกจากนี้หากคุณโชคดีจริง ๆ อาจจะได้พบกับเหล่าวาฬเพชรฆาต (Killer Whales) ด้วยก็เป็นได้

 อ่านมาแล้วก็สงสัยว่าจะได้เจอจริงเหรอ ? ตรงนี้หายห่วงได้เลย เพราะ Reykjavik นั้นเป็นเมืองหลวงของการชมวาฬที่ ๆ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Husavik’s Fjords แหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์ของเหล่าวาฬนั้นเอง นอกจากนี้แล้วเรือที่นำพาเราออกชมวาฬนั้นยังมีเทคโนโลยีตามคลื่นเสียงวาฬอีกด้วย ทำให้ความเป็นไปได้ที่จะได้ชมวาฬนั้นสูงมาก และเมื่อรวมกับบรรยากาศธรรมชาติไอซ์แลนด์ด้วยแล้ว ประสบการณ์ชมวาฬของคุณจะเป็นประสบการณ์ติดอันดับต้นของคุณแน่นอน

 

06. Horseback Riding

(Icelandic Horseback Riding)

หากคุณเป็นหนึ่งในนักเดินทางที่วาดฝันตนเองอยู่ท่ามกลางบรรยากาศ และธรรมชาติที่เหมือนหลุดออกมาจากนิยายแล้วละก็ การชมไอซ์แลนด์ด้วยการขี่ม้าคือสิ่งที่คุณตามหาอยู่

Icelandic Horse นั้นเป็นสายพันธุ์ม้าอนุรักษ์ของประเทศ ทำให้ม้าดังกล่าวเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์สำคัญของประเทศ นอกจากนี้แล้วม้าสายพันธุ์นี้ยังถูกสั่งห้ามเพาะข้ามสายพันธุ์อีกด้วย 

อย่างไรก็ตามการท่องเที่ยวด้วยการขี่ม้านั้นได้จะนำท่านไปบนเส้นทางที่จะให้คุณได้เห็นความ “ว้าว” ของประเทศไอซ์แลนด์ ซึ่งการเดินทางไปบนเส้นทางนี้นั้นจะมีผู้เชี่ยวชาญ (Certified Horse Riding Instructors) คอยดูแลอยู่เสมอ ทำให้มือใหม่ก็สามารถเข้าร่วมด้วยได้ แต่ที่ทำให้นักท่องเที่ยวหลงไหลกับการขี่ม้าบนไอซ์แลนด์นั้นก็คือความรู้สึกเมื่ออยู่บนม้า แล้วมองออกไปไกลสู่เหล่าฟยอร์ดอันสวยงาม ซึ่งตรงจุดนี้เองคือสิ่งที่นักเดินทางตัวจริงต้องมาลองด้วยตัวเอง

 

05. Relax @BLUE LAGOON

(Spa at Blue Lagoon)

นักเดินทางสาย “Healthy” พลาดไม่ได้กับการสปาที่ดีและดังสุดในไอซ์แลนด์

“Blue Lagoon” แห่งนี้อันประกอบด้วยโคลนซิลิกาที่มีสรรพคุณบำรุงฟื้นฟู น้ำที่อบอุ่นสบาย และบรรยากาศที่คลาสสิกสุด ๆ กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยว และชุมชน IG เพราะสปาแห่งนี้นั้นมีศักยภาพในการให้นักท่องเที่ยวได้ผ่อนคลาย และฟื้นฟูสภาพผิวนั้นเองอย่างที่นักรักสุขภาพต่างติดอกติดใจมาแล้วนักต่อนัก 

นอกจากจะเป็นสปาที่ดังที่สุดในโลกแล้ว ยังเป็นศูนย์สินค้า Skincare ชั้นนำอีกด้วย ซึ่งสรรพคุณของสินค้า Skincare ที่นี้นั้นโด่งดังเป็นอย่างมากในการเพิ่มความเปล่งปลัง เยาว์วัย และเสริมให้ผิวมีสุขภาพดี เพราะฉะนั้นอย่าลืมเอากลับติดไม้ติดมือกันมาด้วยนะ

 

04. Amazing “Jökulsárlón”

(Diamond Beach)

ในประเทศที่สถานที่ทางธรรมชาติมีความงดงามหลากหลาย จนทำให้ยากที่จะตัดสินใจว่าจุดในสวยงามกว่ากันนั้น  นักเดินทางตัวจริงจะพบว่าทะเลสาบน้ำแข็ง Jökulsárlón แห่งนี้สมแล้วที่เป็นหนึ่งในดวงใจของเหล่านักเดินทางทั่วโลกทุกคนที่มาเยือนไอซ์แลนด์

นอกจากนี้ด้วยเพียงการเดิน 5 นาทีจากทะเลสาบแห่งนี้ นักเดินทางจะได้มาถึงสถานที่อันมีสมญานามว่า “Diamond Beach” หาดริมฝั่งยืดยาวอันเป็นจุดที่เหล่าน้ำแข็งเกยหาดทรายสีดำขึ้นมา ก่อเป็นเอกลักษณ์พิเศษสวยงามเหลือเชื่อ ทำให้ที่นี้เป็นจุดที่มีทัศนียภาพ และฉากที่สวยเหนือคำบรรยายติดอันดับต้น ๆ ของโลกเลยทีเดียว (และเป็นที่นิยมสำหรับถ่ายภาพลง IG อีกด้วย)

 

03. Golden Circle and Snow Mobile

(Thingvellir National Park)

“Golden Circle” คือเส้นทางการท่องเที่ยวที่โด่งดัง และเป็นที่รู้จักที่สุดในไอซ์แลนด์เลยก็ว่าได้ เพราะบนเส้นทางนี้ประกอบไปด้วยจุดห้ามพลาดทั้งสามจุดไว้ด้วยกัน คือ Thingvellir National Park, Haukadalur Georthermal Valley, และ GullFoss Waterfall

เริ่มต้นด้วยอุทยานแห่งชาติ “Thingvellir” อุทยานมรดกโลก (UNESCO World Heritage Site) แห่งเดียวในประเทศไอซ์แลนด์ ซึ่งนอกจากจะมีความสวยงามที่ทำให้รู้สึกสงบแล้ว อุทยาน ฯ ยังมีประวัติเป็นสถานที่ก่อตั้งรัฐสภาโดยระบอบประชาธิปไตยขึ้นเป็นครั้งแรกบนโลก เมื่อ 930 AD อีกด้วย นอกจากนี้แล้วเปลือกโลก หรือผืนแผ่นธรณี (Teutonic Plates) ของอเมริกาเหนือ และยูเรเซียน นั้นยังสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนด้วยตาเปล่าสร้างความประทับใจต่อนักเดินทางเป็นอย่างมาก

(Haukadalur Geothermal Valley)

เดินทางกันต่อไปยัง หุบเขาน้ำพุร้อน Haukadalur โดยน้ำพุร้อน ณ หุบเขาแห่งนี้นั้นสามารถพุ่งขึ้นได้สูงมากกว่า 20 เมตร ภายในทุก ๆ 5 นาที เป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจในหมู่นักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก นอกจากนี้โดยรอบยังงดงามด้วยบ่อน้ำร้อน และบ่อโคลนร้อนธรรมชาติมากมายอีกด้วย

(Gullfoss Waterfall)

จากนั้นเดินทางขึ้นเหนือสู่ น้ำตก Gullfoss จุดหมายสุดท้ายของเส้นทาง Golden Circle โดยตัวน้ำตกนั้นมีความสูง 32 เมตร ที่แสดงถึงขุมพลังของระบบแม่น้ำของประเทศไอซ์แลนด์ในขณะที่ไหลตกลงสู่หุบเขาอันตระการตาเบื้องล่าง

(Langjökull. Snowmobile Tour)

กิจกรรมสุดท้ายบนเส้นทางแห่งนี้คือการทัวร์ Snowmobile บนธารน้ำแข็ง Langjökull ที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ

ด้วยกิจกรรมนี้นั้นนักเดินทางโดยส่วนใหญ่มักทำหลังจากได้รับชมน้ำตก “Gullfoss” แล้ว ซึ่งกิจกรรมนี้มีความสนุก เร้าใจเป็นอย่างมาก เพราะคุณจะได้ขับขี่ไปในพื้นที่ที่มีหิมะปกคลุมกว้างใหญ่ไพศาล พร้อมกับได้รับชมทิวทัศน์อันงดงามมากมายไปด้วยได้ในเวลาเดียวกัน

 

02. Northern Light Hunting

(Aurora Borealis at Iceland)

แสงเหนือ ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่งดงาม โลดแล่น ไปบนท้องฟ้า ด้วยสีสันอันสดใสนั้น เป็นปรากฏการณ์ห้ามพลาดเป็นอันขาดในฤดูหนาวที่ ไอซ์แลนด์

ด้วยปรากฎการณ์นี้นั้นเกิดขึ้นในช่วงที่ฟ้าโล่ง และสภาพอากาศต้องเป็นใจด้วยแล้วนั้น ทำให้เมื่อใดก็ตามที่แสงเหนือได้ปรากฏขึ้น มักจะมีความสวยงามเกินคำบรรยายในทุก ๆ ครั้ง ซึ่งตามตำนานชาวเอเชียเราเชื่อว่าจะนำพาความโชคดีมาสู่ผู้ที่ได้พบเห็นอยู่เสมอ

อย่างไรก็ตามหากตั้งใจจะไปล่าแสงเหนือ และคาดหวังจะต้องเจอจริง ๆ แล้วละก็ นักท่องเที่ยวต้องศึกษาเลือกทัวร์เฉพาะทางเพื่อล่าแสงเหนือจริง ๆ ด้วยเพราะทีมงานผู้เชี่ยวชาญในการล่าแสงเหนือนั้น จะมาพร้อมกับอุปกรณ์ทันสมัย และคำแนะนำด้านวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ เกี่ยวกับแสงเหนือ ให้คุณได้มีโอกาสพบกับแสงเหนือมากขึ้น แต่ตรงจุดนี้คุณต้องพร้อมทำใจที่จะต้องออกจากจุด “Comfort Zone” ของตนเองเพื่อออกตามหาพื้นที่ที่มีสภาพอากาศที่เหมาะต่อการปรากฏแสงเหนือด้วยเช่นกัน 

 

01. Glacier Hiking & Ice Caving

(Iceland Ice Caving)

สมดั่งชื่อ “ICELAND” ณ ประเทศแห่งนี้นักเดินทางจะได้พบกับ ภูมิประเทศอันเป็นน้ำแข็งสุดลูกหูลูกตา เหล่าน้ำแข็งยักซ์ “Icebergs” และถ้ำน้ำแข็งสีครามงดงามเรืองรองเมื่อต้องแสงอาทิตย์

แน่นอนว่ามีนักเดินทางหลายท่านที่ได้ประทับใจกับการเยือนไอซ์แลนด์ในช่วงฤดูร้อนมาแล้ว แต่ไอซ์แลนด์ในฤดูหนาวนั้นคือช่วงฤดูที่จะนักเดินทางจะได้เห็นประเทศนี้ในแบบที่อัศจรรย์ที่สุด 

อย่างไรก็ตาม ธารน้ำแข็ง “The Glaciers” นั้นสามารถเข้ารับชมได้ทั้งปี ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับนักเดินทางที่อยากรับชมธารน้ำแข็งยักษ์ใหญ่นี้อย่างใกล้ชิด ในเวลาที่เหมาะสมกับตนเอง 

(Svínafellsjökull Glacier)

 

รวบรวม และเรียบเรียงข้อมูล : Reign International Travel

ขอขอบคุณ : Guide to Iceland, mariita_mx, Blue Lagoon

สนใจท่องเที่ยว กับ Reign International

Click >>> http://bit.ly/ReignTourPackages

ท่องเที่ยวกับเร้นจ์ ฯ มั่นใจไม่ผิดหวัง

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :

อ้างอิง :

  • Gunnarsdóttir, N. (n.d.). Top 12 things to do in Iceland. doi : https://guidetoiceland.is/best-of-iceland/top-12-things-to-do-in-iceland

Hiking หรือ ไฮกิ้ง เป็นกิจกรรมการท่องเที่ยว “Outdoor” โดยการเดินไปตามเส้นทางในธรรมชาติ ที่คนไทยคนไหนก็สามารถเริ่มต้นทำได้ทันที ด้วยเพราะเป็นกิจกรรมที่ใช้การวางแผน เตรียมตัวน้อย และเป็นวิธีที่ดี่ที่สุดแล้วสำหรับการที่จะรับชม พร้อมซึมซับบรรยากาศธรรมชาติอย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังสามารถเก็บภาพที่สวยเหนือคำบรรยายไว้เป็นความทรงจำไว้ได้อีกด้วย ทำให้ไฮกิ้งกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในประเทศไทยอีกด้วย และนี้คือ เหล่าประเทศที่สวยสุดสำหรับ “Hiking”

 

1.GREENLAND

ประเทศกรีนแลนด์มีพื้นที่เกือบเท่ากับยุโรปตะวันตก แต่มีประชากรภายในประเทศแค่หนึ่งสเตเดียมฟุตบอลเท่านั้น ทำให้ธรรมชาติในที่แห่งนี้ สมบูรณ์แบบ เหมาะสำหรับนักเดินทางที่จะซึมซับตนเองท่ามกลางธรรมชาติเป็นอย่างมาก เพราะทีนี้จะปลุกความรู้สึกความรู้สึกเป็นอิสระในตัวคุณออกมาด้วยอย่างแน่นอน

Hiking Hotspots :

  • South Greenland
  • Arctic Circle Trail
  • Ilulissat Icefjord, North Greenland
  • East Greenland

 

2.NORWAY

มีสถานที่น้อยมากที่จะผสมผสาน ฟยอร์ด และ หุบเขาให้ลงตัวงดงาม ได้อย่างประเทศนอร์เวย์ เพราะ ณ ที่แห่งนี้นักเดินทางจะได้สัมพัสกับบรรยากาศอันเหลือเชื่อดั่งในนิยายเลยทีเดียว

Hiking Hotspots :

  • Segla Mountain, Senja
  • Preikestolen, Ryfyllke
  • Trolltunga, Hardanger
  • Romsdalseggen, Romsdalen

 

3.SWITZERLAND

สวิตเซอร์แลนด์ เทือกเขาแอลป์ คือบรรยากาศที่คนไทยหลาย ๆ คนใฝ่ฝัน ทั้งยังเป็นประเทศที่ดีสำหรับการเดินชมวิว หรือเริ่มต้นเข้าสู่วงการไฮกิ้งอีกด้วย เพราะมีเส้นทางที่วิวสวยจับใจ แต่ะเดินไม่ลำบากอยู่มาก (แบบ ฮาร์ดคอร์ ก็มี) ทำให้เป็นที่ฝึกเริ่มไฮกิ้งสำหรับผู้สนใจมือใหม่ได้เป็นอย่างดี

Hiking Hotspots :

  • Zermatt Gornergrat Riffelsee Trail, Zermatt
  • Oeschinensee, Interlaken
  • Flims
  • Andermatt
  • Staubbach & Trummelbach waterfalls, Lauterbrunnen

 

4.NEW ZEALAND

นิวซีแลนด์เป็นจุดหมายปลายทางที่ต้องไปให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต และถึงแม้ได้ไปแล้วก็อาจจะทำให้คิดถึงต้องหวนกลับไปอีกครั้ง เพราะภูมิประเทศของประเทศนี้สวยงามเป็นอย่างมาก และบางครั้งต้องไฮกิ้งเท่านั้นถึงจะได้สัมพัสกับเสน่ห์ของประเทศนี้ได้ นั้นรวมถึงทะเลสาบมรกต หาดเงียบสงบ ป่าอุดมสมบูรณ์ และภูเขาสง่า

Hiking Hotspots :

  • Egmont National Park, Egmont
  • Routeburn Track, Queenstown
  • Rakiura Track, Stewart Island
  • Abel Tasman Coast Track, Abel Tasman
  • Whanganui National Park, Taupo Quay

 

5.ICELAND

การท่องเที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยการไฮกิ้ง มีความแตกต่างจากการนั่งรถ แวะชมแต่ละจุด เป็นอย่างมาก ด้วยเพราะตั้งแต่ก้าวแรกที่ออกเดินจนถึงก้าวสุดท้ายนั้น นักเดินทางจะได้เห็นธรรมชาติจากในแฟนตาซีมีชีวิตขึ้นมาเลยทีเดียว ทุกย่างก้าวเหมือนได้สัมพัสกับธรรมชาติในทุกบรรยากาศที่จินตนาการไว้ได้ครบจบในที่เดียว

Hiking Hotspots :

  • Mount Esja, Reyjavik
  • Glymur Waterfall Hike, Hvalfjorour
  • Reykjadalur Trail, Hveragerdi
  • Hvannadalsnukur Summit

 

6.ENGLAND

นักเดินทางที่วางแผนท่องเที่ยวประเทศอังกฤษโดยส่วนใหญ่แล้วมักมองข้าม การไฮกิ้งในประเทศแห่งนี้ ซึ่งอันที่จริงแล้วมีหลายพื้นที่ที่จะทำให้คุณประทับใจ และเอิบอิ่มที่เกิดขึ้นได้เฉพาะจากการไฮกิ้งในอังกฤษเท่านั้น เพราะภูมิประเทศในอังกฤษนอกจากจะสวยงามอย่างมากแล้ว ในหลาย ๆ จุดจะทำให้รู้สึกสงบได้อย่างดีจนเป็นที่แปลกใจเป็นอย่างมากอีกด้วย

Hiking Hotspots :

  • North Downs Way, Dover
  • The Lizard Coastal Walk, Cornwall
  • Hadrian’s Wall
  • Stone Hedge
  • The Thames Path

 

7.CANADA

ประเทศแคนาดา มีเส้นทาง ไฮกิ้ง มากกว่า 1000 ทาง ตั้งแต่ทางที่ง่าย ถึง ระดับ Hardcore แต่ทุกเส้นทางจะทำให้คุณได้ประทับใจกับธรรมชาติอันสวยงามของประเทศแห่งนี้ ซึ่งไฮไลท์ของการไฮกิ้งที่นี้คือ ทะเลสาบ เทือกเขาสูง ป่าฤดูใบไม้เปลี่ยนสี เป็นต้น

Hiking Hotspots :

  • Bannf National Park, Alberta
  • Skyline Trail, Alberta
  • Algonquin Provincial Park, Ontario
  • Gros Morne National Park, Newfoundland
  • Cape Breton Highlands National Park, Nova Scotia

 

8.SCOTLAND

จากการเดินเบื้องต้น ถึง ระดับโปร มีหลายประเทศที่ยากจะเทียบเท่ากับภูมิประเทศที่เหมือนหลุดออกมาจากนิยายได้เหมือน สก๊อตแลนด์ ที่นี้คุณจะได้เก็บภาพวิวที่เหนือความคาดหมายว่าจะทำได้มากมาย อย่างเหลือเชื่อ

Hiking Hotspots :

  • Beinn a’Chrulaiste, Glen Coe
  • The Old Man of Storr, Isle of Skye
  • Cairngorms National Park, Cairngorm

 

รวบรวม และเรียบเรียงข้อมูล : Reign International Travel

ขอขอบคุณ : bannf_lakelouise, stunningicelandd, tur.evelinn, solventures_photography, quarkexpeditions, ellina_bivol

สนใจท่องเที่ยว กับ Reign International

Click >>> http://bit.ly/ReignTourPackages

ท่องเที่ยวกับเร้นจ์ ฯ มั่นใจไม่ผิดหวัง

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :

อ้างอิง :

ใครจะไปเชื่อว่า เยอรมนี นั้นก็สามารถเป็นประเทศแห่งความรักเหมือนเขาได้ เพราะเมื่อพูดถึงเยอรมนี แว๊บแรกก็คงนึกถึงรถยนต์ วิศวกรรม และอุตสาหกรรมกัน แต่อันที่จริงแล้วนั้น ลงไปทางตอนใต้ของเยอรมนีนี้เองที่ได้ซ่อนเทรนด์การท่องเที่ยวเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก มาตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1950 จนถือเป็นเส้นทาง “All Time Classic” ที่คู่รัก หรือครอบครัว ต้องมาให้ได้สักครั้งเลยที่เดียว

เส้นทาง “Romantic Road”

เส้นทางแห่งนี้ของเยอรมนีได้ถูกตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า “Romantic Road” และมีระยะทางยาวประมาณ 220 ไมล์ ที่ประกอบด้วยเมือง และ ปราสาทต่าง ๆ มากมาย ซึ่งไฮไลท์ของเส้นทางนี้ จะทำให้นักเดินทางได้สัมผัสกับความงดงามของสถาปัตยกรรมเยอรมนี และบรรยากาศที่เสมือนหลุดออกมาจากนิยาย “Fairy Tale” อย่าง ซินเดอเรล่า ให้ความโรแมนติกอย่างที่สุด จนนักเดินทางคู่รักหลายท่านต้องเผลอใช้เวลาไปมากมายในพื้นที่ต่าง ๆ ทำให้ผิดแผน และต้องปรับแผนการเดินทางกันบ้างอยู่ตลอดเวลา และนี้คือสถานที่/กิจกรรมที่ต้องไปสัมผัสให้ได้บนเส้นทางนี้

 

1.  สำนัก วูร์ซบวร์ก

(Würzburg Residence)

 

 

View this post on Instagram

 

A post shared by Marina (@maru_see_) on

เริ่มต้นเส้นทางบนถนนแห่งความรักนี้ด้วยการเยียมชม สำนักวูรซ์บวร์ (Würzburg Residence) ณ เมืองวูรซ์บวร์ก ที่ถูกสร้างขึ้นมาใน ศตวรรษที่ 18 และเป็นหนึ่งในพระราชวังบาโรค (Baroque Palace) ที่สำคัญของเยอรมนี และตรงจุดนี้เองที่ทำให้สถานที่แห่งนี้วิเศษ จนทำให้หลายต่อหลายคนมักมาถ่ายพรีเวดดิ้ง หรือเก็บภาพโรแมนติกตามจุดต่าง ๆ ในสวน และภายในตัวสำนัก ฯ (ที่มีภาพวาด โดยจิตรกรชื่อดัง Giovanni Battista Tepolo วาดอยู่บนเพดาน) อีกด้วย 

 

2.  ชิมไวน์สไตล์บาวาเรียน

(Bavarian Wine Tasting)

ขอให้ท่านได้ลองจินตนาการ วาดฝันถึงช่วงเวลาที่เราได้นั่งอยู่กับครอบครัว ท่ามกลางบรรยากาศที่สุดคลาสสิก และโรแมนติกที่สุดสักประมาณ 1 นาที ก่อนออกเดินทางไปร่วม กิจกรรม ณ โรงกลั่นไวน์บนเส้นทางแห่งนี้ เพราะโรงกลั่นไวน์ต่าง ๆ บนเส้นทางนี้จะทำให้ฝันของคุณอันนั้นเป็นจริง เพราะนอกจากไวน์รสเลิศแล้ว โรงกลั่นไวน์บนเส้นทางนี้ ยังตั้งอยู่บนสถานที่ที่ทัศนียภาพงดงาม และภัตตาคารบรรยากาศสุดคลาสสิก เหมาะสำหรับทั้งการเดินทางไปแบบครอบครัว หรือส่วนตัวกับคนรักอย่างที่คุณได้วาดฝันไว้ (และนี้คือไวน์ที่ท่านห้ามพลาด : ilvaner, Riesling, Müller-Thurgau and Pinot Blanc)

 

3.  โรเทนเบิร์ก : เมืองแห่งนิยาย

(Rothenburg: the Fairy Tale Town)

 

 

View this post on Instagram

 

A post shared by Guia de Viagem | Viajar Melhor (@guiaviajarmelhor) on

เมืองโรเทนเบิร์ก คือเมืองเก่าธีมยุคกลางที่คลาสสิกเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ด้วยเพราะตัวเมืองให้บรรยากาศที่เหมือนกับหลุดออกมาจากเทพนิยายเลยจริง ๆ จนขนาดที่ดิสนีย์ ใช้เมืองแห่งนี้เป็นต้นแบบในเมืองต่าง ๆ ในเรื่อง “Pinocchio” ทั้งนี้เมืองยังมีกิจกรรมทัวร์เมืองไปกับ “Night Watchman” ผู้เฝ้าดูแลเมืองแห่งนี้มาตั้งยุคกลาง และกำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก เพราะผู้เฝ้าเมืองแห่งนี้มักพาเดินไปจุดที่เป็นไฮไลท์ห้ามพลาดของเมืองนั้นเอง

 

4.  ค้างคืนที่เมืองยุคกลาง นอร์ดลิงเก้น

(Spend a night in Nördlingen)

 

 

View this post on Instagram

 

A post shared by 🌎 Travel Mum Blogger (@ociokids) on

แน่นอนว่าบนเส้นทางนี้มีที่พักเมืองยุคกลางมากมายให้ท่านได้เลือก แต่ถ้าคุณต้องการพักผ่อนแหวกแนว และมีเอกลักษณ์แล้วละก็ ให้คุณเลือกพักผ่อนที่เมืองนอร์ดลิงเก้น เพราะเมืองแห่งนี้ตั้งอยู่ในแอ่งรายส์ (Ries Basin) ที่เกิดจากดาวตกเมื่อ 15 ล้านปีก่อน อีกทั้งทัศนียภาพเมืองจากด้านบนยังได้ถูกนำไปใช้ในหนังเรื่อง “Willy Wonka and the Chocolate Factory” (1970) ในตอนท้ายอีกด้วย

 

5.  ชมโถงทองคำที่ เอ้าท์สบวร์ก

(Augsburg’s Goldener Saal)

ออกเดินทางไปต่อบนเส้นทางนี้ จนมาถึงเอ้าท์สบวร์ก เมืองที่เป็นที่ตั้งของห้องโถงทองคำ ห้องอันวิจิตรที่เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความมั่งคั่งของชนชั้นกลางในช่วง ปี
ค.ศ.1615-1620 ซึ่งภายในห้องนั้นเหลืองอร่ามไปด้วยทอง และเด่นที่สุดคือเพดานข้างบนที่เป็นภาพวาดเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของเมือง ทั้งนี้ยังสามารถไปเยี่ยมชมสวนสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในเยอรมนีได้ภายในเมืองนี้อีกด้วย (คลิ๊ก ชมตัวอย่าง >>> https://www.instagram.com/p/BzYfAbjo9gg/?utm_source=ig_web_copy_link)

 

6.  ปราสาท นอยส์วานสไตน์

(Neuschwanstein Castle)

 

 

View this post on Instagram

 

A post shared by DFDS UK (@dfdsuk) on

พร้อมปิดเส้นทางด้วยภาพปราสาทที่ทำให้เห็นแล้วรู้สึกคุ้น ๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหนสักแห่ง ? นั้นเพราะปราสาทนอยส์วานสไตน์ แห่งนี้เป็นแรงบันดาลใจในภาพยนตร์เรื่อง “Sleeping Beauty” ของดิสนีย์นั้นเอง อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความโรแมนติกของโลกอีกด้วย  ซึ่งไม่เป็นที่น่าแปลกใจ เพราะ กษัตริย์ ลุดวิก ที่ สอง (King Ludwig II) ได้ทรงวางแผนสร้างปราสาทแห่งนี้ขึ้นมาด้วยตนเอง โดยได้รับความช่วยเหลือจากนักออกแบบละครเวที มากกว่าที่จะเป็นสถาปนิกนั้นเอง

รวบรวม และเรียบเรียงข้อมูล : Reign International Travel

ขอขอบคุณ : maru_see_ , guiaviajarmelhor , ociokids ,dfdsuk

สนใจท่องเที่ยว ประเทศเยอรมนี  >>> 📞 02-059-0400-3 

สนใจท่องเที่ยวประเทศเยอรมนี คลิ๊กชมตัวอย่าง >>> http://bit.ly/2KiGNYH

ท่องเที่ยวตามใจ ไปตามฝัน กับ เร้นจ์ อินเตอร์ฯ ทราเวล “ท่องเที่ยวกับเร้นจ์ฯ มั่นใจไม่ผิดหวัง”
ทัวร์เอเชีย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :

อ้างอิง :

หากคุณกำลังวางแผนไปเที่ยวนอร์เวย์ โดยมุ่งหวังที่จะพักผ่อนท่ามกลางบรรยากาศที่เรียบหรู นุ่ม ๆ  “Norwegian Style” แต่ไม่รู้ว่าควรจะเริ่มไหนดี และพักที่ไหนดี คุณมาถูกที่แล้ว เพราะเร้นจ์ อินเตอร์เนชั่นแนล แทรเวล ได้ออกเดินทางไปสำรวจเปิดเส้นทางนอร์เวย์ พร้อมที่จะนำเสนอ รีสอร์ต “HAMN I SENJA” ที่มีห้องพักเรียบหรู ติดริมทะเล บรรยากาศคลาสสิกจริง รวมไปถึงน้ำในทะเลก็ใส และ กิจกรรมก็มีเยอะมากมาย ซึ่งเร้นจ์ หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ท่านได้สัมผัสด้วยตนเอง โดยรีสอร์ต ฯ มีรายละเอียด และกิจกรรมรอบ ๆ ดังที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้

อพาร์ทเม้นต์

(Accommodations in Apartments)

(กดรูปเพื่อชมตัวอย่างห้องพัก)

สถานที่พักอันเป็นเอกลักษณ์พิเศษของ Hamn I Senja ที่ได้รับการสร้างขึ้นมาใหม่ในปี 2008 แห่งนี้ ประกอบด้วย ห้องนอน 2 – 3 ห้องนอนภายในหนึ่งอาคาร พร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกมอเดิร์นคุณภาพสูงต่าง ๆ รวมกับห้องนั่งเล่นที่ใหญ่สบาย (ประมาณ 65 – 70 ตร.ม. ) ด้วยแล้ว อพาร์ตเม้นต์เหล่านี้จะทำให้คุณได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ และเอิบอิ่มไปกับบรรยากาศอันเรียบหรู ริมทะเล ณ Hamn I Senja แน่นอน

 

บ้านพัก ฮามน์ พาโนราม่า

(Hamn Panorama)

(กดรูปเพื่อชมห้องนอน และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ภายในบ้านพักจาก  Google Drive)

บ้านพักสำหรับนักเดินทางที่ต้องการความเป็นส่วนตัวอย่าง VIP ที่พร้อมจะมอบประสบการณ์มิติใหม่ในการพักผ่อนภายใต้คอนเซปต์ “Norwegian Exclusive” ให้คุณได้สัมผัสกับการพักผ่อนริมระเบียงที่หันออกไปสู่ฟยอร์ด และเทือกเขาอันงดงาม (และหากโชคดี จะได้เห็นวาฬเล่นน้ำภายในฟยอร์ดจากระเบียงนี้) รวมไปถึงห้องนอน ห้องน้ำ และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ก็ได้ถูกคัดเกรดให้มีมาตรฐานสูง งดงามตามสถาปัตยกรรมสไตล์บ้านชาวประมงนอร์วีเจียน แบบสงบ เรียบหรู ดังนั้นแล้วตลอดเวลาที่คุณเข้าพักภายในบ้านพักแห่งนี้ คุณถูกปกคลุมไปด้วยบรรยากาศสุดโรแมนติค และคลาสสิกสุด ๆ แน่นอน

ทุงเนเซ็ท

(Tungneset) 

(กดรูปเพื่อชมสถานที่ ทุงเนเซ็ท จากอินสตาแกรม #tungneset)

หากคุณเป็นคนชอบเทรนด์สถานที่ท่องเที่ยวแปลกใหม่แล้วละก็ ทุงเนเซ็ท (Tungneset) คือคำตอบของคุณ เพราะเหมือนกับเพชรในตม สถานที่แห่งนี้เป็นเพียงจุดพักที่ให้คุณสามารถเดินไปตามชายฝั่งตะวันออกของเกาะเซนญา แต่เอกลักษณ์ที่ทำให้นักเดินทางประทับใจ ตามกันไปจนเป็นเทรนด์ขึ้นมานั้น เป็นเพราะในปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ได้ถูกยกให้เป็นจุดชมทัศนียภาพอันดับท๊อปของนอร์เวย์ไปแล้ว ด้วยเพราะ ณ จุดนี้คุณจะได้สัมผัสกับภาพสะท้อนของเทือกเขาเซย์กลา ที่มีความสวยสดงดงามเหนือคำบรรยายเป็นอย่างมาก

 

เบอร์สบอทน์

(Bergsbotn) 

(กดรูปเพื่อชม ชมสถานที่ เบอร์สบอทน์ จากอินสตาแกรม #bergsbotn)

อีกหนึ่งจุดชมทัศนียภาพที่กำลังเป็นเทรนด์ห้ามพลาด เมื่อมาพักที่ Hamn I Senja ด้วยเพราะนอกจากจะมีวิวฟยอร์ดที่งดงามแล้ว แต่ตัวจุดชมทัศนียภาพเองก็มีเอกลักษณ์ที่พิเศษของตัวเองเช่นกัน ทำให้นักเดินทางที่ชอบถ่ายรูปได้สามารถพลิกแพลงถ่ายภาพได้ในมุมที่หลากหลายมากขึ้น มีความแหวกแนวในแต่ละรูป และที่สำคัญคือพื้นหลังที่เป็นฟยอร์ดธรรมชาติที่งดงามในทุกฤดู

 

ประภาคาร

(The Lighthouse)

(กดรูปเพื่อชมตัวอย่างภายในประภาคาร 360°)

สถานที่ที่เหมาะกับการพบป่ะเพื่อนฟูง นั่งคุยกัน อย่างชิลล์ เพราะ ไม่ว่าคุณจะพักผ่อนภายใน หรือภายนอกของประภาคาร คุณก็จะได้รับรู้ถึงบรรยากาศที่คลาสสิก และโรแมนติกแบบนุ่ม ๆ ไป พร้อมกัน ทั้งนี้ประภาคารของ “Hamn I Senja” เองยังเป็นสถานที่ชมพระอาทิตย์กลางคืน และแสงเหนือที่งดงามอีกด้วย

 

กิจกรรม “Kayak”

(Kayaking)

(กดรูปเพื่อชม ฟยอร์ดในการคายัค จากอินสตาแกรม @hamnisenja)

Hamn I Senja อาจจะถือเป็นหนึ่งในสวรรค์ของนักเดินทางที่รักในกิจกรรมภายเรือคายัคเลยก็ว่าได้ ด้วยเพราะเมื่อภายเรือไปในฟยอร์ดนอก Hamn I Senja แล้ว นักเดินทางจะถูกห้อมล้อมด้วยเทือกเขาที่โอ่อ่า น้ำทะเลที่ใสเขียวมรกตไปตามหาดทรายขาวรอบ ๆ เกาะ และในเวลา และสถานที่อันเหมาะเจาะ นักเดินทางจะพบตัวเองอยู่บนภาพสะท้อนธรรมชาติที่งดงาม และยิ่งเมื่อได้ชมพระอาทิตย์เที่ยงคืนด้วยแล้ว ยิ่งต้องไปสัมผัสให้ได้ด้วยตัวเองอย่างยิ่ง

Hamn I Senja Teaser Trailer

 

รวบรวม และเรียบเรียงข้อมูล : Reign International Travel

สนใจท่องเที่ยว ประเทศนอร์เวย์  >>> 📞 02-059-0400-3 

สนใจท่องเที่ยวประเทศนอร์เวย์ คลิ๊กชมตัวอย่าง >>> http://bit.ly/2SxzAqj

ท่องเที่ยวตามใจ ไปตามฝัน กับ เร้นจ์ อินเตอร์ฯ ทราเวล “ท่องเที่ยวกับเร้นจ์ฯ มั่นใจไม่ผิดหวัง”
ทัวร์เอเชีย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :

อ้างอิง :

หากท่านเป็นนักเดินทางที่รัก และมุ่งหวังที่จะพักผ่อนอย่างเรียบหรู สงบ รื่นรมย์ ท่ามกลางทัศนีย์สภาพบรรยากาศอลังการเหนือความคาดหมายแล้วละก็  “นอร์เวย์”  คือฝันที่คุณตามหาอยู่ ด้วยเพราะ ณ แดนแห่งอาทิตย์เที่ยงคืนแห่งนี้คุณจะได้สัมพัสกับธรรมชาติ อย่าง ฟยอร์ดต่าง ๆ ที่มีหุบเขารายล้อม รวมไปถึงเหล่าธารน้ำแข็ง (Glaciers) ที่ปกคลุมหุบเขาเหล่านั้น ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ทำให้นอร์เวย์เป็นประเทศที่งดงาม และมีเอกลักษณ์ที่พิเศษ ขนาดที่ทำให้นักเดินทางที่ได้มาแล้ว ต้องบอกต่อ ๆ กันอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้เราจึงได้รวบรวมข้อมูลกิจกรรม และสถานที่ต่าง ๆ ที่คุณห้ามพลาดเมื่อเดินทางถึงนอร์เวย์ ไว้ให้คุณแล้วดังต่อไปนี้

 

1. เมืองเคอร์คีเนส (Kirkenes) 

WHY : 

เหนือขึ้นไปของประเทศนอร์เวย์ บริเวณชายแดนรัสเซีย คุณจะได้พบกับเมืองเล็ก เคอร์คีเนส (Kierkenes) เมืองหลวงแดนบาร์เร้นท์ (Barents Region) ที่พร้อมจะทำให้ประสบการณ์ของคุณในนอร์เวย์ทั้งสนุกกับกิจกรรมต่าง ๆ และอิ่มหนำสำราญไปกับอาหารที่เป็นที่โด่งดังในบ้านเรา และเป็นที่โปรดปรานเป็นอย่างมากสำหรับคนชอบทานปู ซึ่งทั้งหมดมีรายละเอียดดังนี้

  • โรงแรมหิมะ เคอร์คีเนส (Kirkenes Snow Hotel) โรงแรมแห่งนี้มีเอกลักษณ์พิเศษอยู่ที่การก่อสร้างของบริเวณโรงแรมหิมะ ที่ต้องมีการก่อสร้างใหม่เสมอในทุก ๆ ปี ก่อให้เกิดสถาปัตยกรรมใหม่ ๆ ในการสร้าง หรือประดิษฐ์ ปติมากรรมน้ำแข็งใหม่ ๆ อยู่เสมอ โดยทั้งหมดนี้โรงแรมได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเพื่อเก็บภาพบรรยากาศได้อีกด้วย
  • ซาฟารีปูยักษ์ (King Crab Safari) สถานที่ห้ามพลาดเป็นอันขาดสำหรับนักท่องเที่ยวตัวจริง เพราะ ณ กิจกรรมนี้คุณจะได้ประสบกับกิจกรรมแบบ All-in-One เลยที่เดียว (จัดโดย Kirkenes Snow Hotel) เริ่มตั้งแต่ การขับขี่สโนว์โมบิล การนั่งรถเลื่อน หรือ “sledge” เพื่อเดินทาง และปิดท้ายด้วยกิจกรรมที่เด็ดสุดคือการจับปูยักษ์ โดยกิจกรรมนี้คุณจะได้เริ่มตั้งแต่การจับ เตรียม ปรุง กิน ซึ่งการจับปูนี้คุณไม่ต้องกังวลว่าจะพลาดจับไม่ได้ เพราะกิจกรรมนี้จัดอยู่ภายในอาร์กติก ฟยอร์ด ที่อุดมด้วยปูยักษ์ดังกล่าว ทำให้เป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะจับปูไม่ได้ ดังนั้นแล้วสำหรับคนที่ชอบทานปูจริง ๆ ต้องห้ามพลาดกิจกรรมนี้ และห้ามลืมนำน้ำจิ้มซีฟู้ดสูตรพิเศษของตนไปด้วยเป็นอันขาด  แล้วคุณจะได้ลิ้มรองความฟินในการรับประทานปูยักษ์ในแบบของคุณแน่นอน

WHEN :

  • ต้นเดือนธันวาคม – ปลายเมษายน : ในเวลาดังกล่าวนี้เป็นช่วงฤดูหนาวของเมือง และในเวลานี้คุณจะได้ประสบกับทุกกิจกรรมที่คุณวางแผนไว้ได้ครบมากที่สุดได้

 

2.เซนญ่า (Senja)

WHY : 

เซนญ่า เพชรในตม ของนอร์เวย์แห่งนี้ประกอบด้วยหุบเขาสูงชันที่ถลำลึกไกลออกไปจากชายฝั่ง เป็นหนึ่งในทัศนียภาพที่งดงามอย่างมาก เท่านั้นยังไม่พอ สำหรับนักเดินทางที่ชอบเดินเขาด้วยแล้ว ทัศนียภาพพระอาทิตย์เที่ยงคืนเมื่ออยู่บนยอดเขาเซกลานั้นถือเป็นวิวที่สุดเหนือคำบรรยายเลยทีเดียว ทั้งนี้ สถานที่เหล่านี้เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับการไปเก็บบันทึกภาพวิวสวย ๆ เป็นอย่างยิ่ง

  • จุดชมวิวเบอร์สบอทน์ (Bergsbotn Viewpoint) ณ จุดชมวิวท่านจะได้ชมทัศนียภาพของ “Bergsfjord” บริเวณที่เสมือนว่าท้องฟ้าลงมาแตะท้องทะเล ท่ามกลางหุบเขาที่งดงาม บรรยากาศโรแมนติก
  • จุดพัก “Tungeneset” ตั้งอยู่บริเวณจุดแบ่งแยก “Steinsfjord” และ “Ersfjord” จุดพักแห่งนี้ได้ก่อสร้างทางเดิน (Walkway) สถาปัตยกรรมไซบีเรีย เพื่อให้ท่านได้เดินชมทัศนียภาพริมทะเลไปเหนือโขดหินได้ โดย ณ ที่แห่งนี้เป็นจุดเก็บภาพในเวลาพระอาทิตย์ตก ที่งดงามมากที่หนึ่งอีกด้วย
  • หาด “Ersfjordstranda” หาดแห่งนี้ตั้งอยู่ภายใน “Ersfjord” ซึ่งตัวหาดมีเม็ดทรายขาวสวยงาม ล้อมรอบด้วยหุบเขาสูง และเมื่อนำมารวบกับบรรยากาศโรแมนติกของนอร์เวย์ด้วยแล้ว คุณจะรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่ในฉากหนังโรแมนติกฉากหนึ่งเลยทีเดียว
  • หอสังเกตุปรากฎการณ์ ออโรล่า บอเรียลลิส (Aurora Borealis Observatory) ณ หอสังเกตุการณ์แสงเหนือแห่งนี้ นักเดินทางจะสามารถชมแสงเหนือ หรือ ออโรล่า บอเรียลลิส ได้พร้อมกับเพื่อน และ ครอบครัวได้อย่างสงบ ภายในโดมแก้ว ที่จะทำให้คุณรู้สึกเหมือนกับชมแสงเหนือท่ามกลางธรรมชาติ แต่ในบรรยากาศสบาย ๆ
  • หุบเขาเซย์กลา (Segla) สถานที่อันพิเศษแห่งนี้เหมาะสำหรับนักเดินเขา เป็นอย่างยิ่ง โดยใช้เวลาประมาณ 3 – 4 ชั่วโมงเพื่อเดินถึงยอดเขา ซึ่งการเดินเขาที่นี้นั้นไม่ถือเป็นการเดินที่ไม่ยากมากนัก แต่ทั้งหมดคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่งเมื่อได้ชมพระอาทิตย์ตก หรืออาทิตย์เที่ยงคืนเหนือยอดเขาเซย์กลา

WHEN :

  • ต้นเดือนพฤษภาคม ถึง ปลายกรกฎาคม : เป็นช่วงฤดูร้อนที่เหมาะกับการชมพระอาทิตย์เที่ยงคืนที่สุด ทั้งนี้บรรยากาศของเซนญ่ายังเหมาะกับกิจกรรมต่าง ๆ อย่างเดินเขา ปั่นจักรยาน เป็นต้น
  • ปลายกันยายน ถึง ปลายมีนาคม : เหมาะสำหรับท่านที่ต้องการชมแสงเหนือให้ได้เป็นอย่างมาก เพราะในช่วงเดือนนี้เป็นช่วงโพลาร์ไนท์ (Polar Night) ที่ระยะกลางคืนมีเวลายาวนาน

 

3.หมู่เกาะโลโฟเทน (Lofoten Islands)

WHY : 

ความสวยงามของ โลโฟเทน (Lofoten) เป็นสิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ด้วยเพราะเกาะโลโฟเทนนั้นอุดมไปด้วยธรรมชาติสมบูรณ์บนทะเลนอร์วีเจียน (Norwegian Sea) และทัศนียภาพที่ตระการตาของเหล่า ฟยอร์ดกับหุบเขาที่ล้อมรอบไว้อย่างโออ่า ยิ่งกว่านั้นเมื่อรวมความอลังการเหล่านี้กับ แสงเหนือ และอาทิตย์เที่ยงคืนด้วยแล้ว เกาะแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในสวรรค์บนดินก็ว่าได้ ทั้งนี้สถานที่ห้ามพลาดในโลโฟเทนมีรายละเอียดดังนี้

  • สโวลวาร์ (Svolvaer) เมืองใหญ่ที่สุดของเกาะโลโฟเทน และตั้งอยู่ทางชายฝั่ง Austvågøy” แห่งนี้ คือจุดเริ่มต้นที่ดีอย่างมากในการท่องเที่ยวโลโฟเทน เพราะแม้บรรยากาศในเมืองจะสงบแล้ว แต่ท่าเรือของเมืองกลับมีสีสัน และมากมายด้วย คาเฟ่ บาร์ หรือภัตตาคาร ที่มีวิวงดงามตระการตาอย่างมาก ทั้งนี้ยังมีบริเวณที่รู้จักกันว่า “Magic Ice” ที่เล่าเรื่องของชีวิตบนเกาะโลโฟเทนผ่านงานปติมากรรมน้ำแข็ง โดยเปิดให้คุณเข้าชมได้ที่ ศูนย์จิตรกรรมนอร์วีเจียน (Norwegian Artist’s Centre)
  • ไรน์ (Reine) หมู่บ้านที่สวยที่สุดในนอร์เวย์แห่งนี้ เป็นที่โปรดปรานสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบถ่ายรูป และจิตรกรที่รักในการวาดรูปเป็นอย่างมาก ด้วยเมืองนั้นมีวิวฟยอร์ด และภูเขาที่งดงามเหนือคำบรรยาย ทั้งนี้ยังมีจุดชมน้ำวน “Moskenesstrømmen” ที่โด่งดัง และได้เป็นที่กล่าวถึงในประวัติศาสตร์ไว้มากมายอีกด้วย
  • หมู่บ้าน ออร์ (Å) ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ถนนทุกเส้นบนเกาะต้องมาจบที่ หมู่บ้านออร์แห่งนี้ ซึ่งนอกจากจะมีทัศนียภาพ และบรรยากาศที่งดงามแล้ว ที่นี้ยังเป็นจุดที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์หมู่บ้านชาวประมงอีกด้วย และที่ห้ามพลาดกว่านั้นคือน้ำสต็อกปลาคอด ที่ “Lofoten Stockfish Museum” สินค้าส่งออกประวัติกว่าพันปี และเป็นที่นิยมใช้ในการปรุงปลาบนเกาะโลโฟเทนด้วย

WHEN :

  • ต้นเดือนพฤษภาคม ถึง ปลายกรกฎาคม : เป็นช่วงฤดูร้อนของเกาะ ที่เหมาะกับการชมพระอาทิตย์เที่ยงคืนที่สุด และยังเป็นช่วงที่ทัศนียภาพของเกาะงดงามเหมาะกับการถ่ายรูปที่สุดอีกด้วย
  • ปลายตุลาคม ถึง ปลายมีนาคม : เหมาะสำหรับท่านที่ต้องการชมแสงเหนือให้ได้เป็นอย่างมาก เพราะในช่วงเดือนนี้เป็นช่วงโพลาร์ไนท์ (Polar Night) ที่ระยะกลางคืนมีเวลายาวนาน

รวบรวม และเรียบเรียงข้อมูล : Reign International Travel

สนใจท่องเที่ยว นอร์เวย์ เคอร์คีเนส โลโฟเทน เซนญ่า >>> 📞 02-059-0400-3 

สนใจท่องเที่ยวนอร์เวย์ คลิ๊กชมตัวอย่าง >>> ทัวร์ยุโรป : NORWAY LOFOTEN-SENJA 10 วัน (TG)

ท่องเที่ยวตามใจ ไปตามฝัน กับ เร้นจ์ อินเตอร์ฯ ทราเวล “ท่องเที่ยวกับเร้นจ์ฯ มั่นใจไม่ผิดหวัง”
ทัวร์ยุโรป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :

อ้างอิง

  • Meroona. (2019). Top 10 Most Beautiful Countries in Europe. Retrieved from https://travelaway.me/most-beautiful-countries-europe/
  • Arctic Adventures by the Russian Border. (n.d.). Retrieved from https://www.visitnorway.com/places-to-go/northern-norway/kirkenes-eastern-finnmark/
  • Senja. (n.d.). Retreived from https://www.nasjonaleturistveger.no/en/routes/senja
  • Discover Norway’s untamed islands. (n.d.). Retrieved from https://www.visitnorway.com/places-to-go/northern-norway/the-lofoten-islands/

หากคุณเป็นนักเดินทางที่ชอบการเดินทางชมเมืองเก่า ๆ บรรยากาศคลาสสิก แล้วละก็ คุณห้ามพลาดเป็นอันขาดกับเมืองวิสบี้ (Visby) แห่งนี้ เพราะเมืองแห่งนี้เป็นเมืองยุคกลางที่มีสภาพสมบูรณ์มากที่สุดในแถบสแกนดิเนเวีย และเป็นเมืองหลวงของเกาะก๊อตแลนด์  ที่ซึ่งธรรมชาติของเมือง ถนน กระท่อม  ร้านค้า และ วิหารโกธิค (Gothic) ต่าง ๆ ของเมืองนั้นมีความงดงามผสมผสานกันไว้อย่างลงตัว ทำให้ความงามของเมืองเสมือนกับถูกดึงออกมาจากหนังสือนิยายที่เราเคยอ่าน และในปัจจุบันความงามนี้ยังส่งผลให้นักเดินทางเข้ามาเที่ยวคอสเพลย์ สวมชุดยุคกลางต่าง ๆ รวมถึงชุดอัศวิน เพื่อซึมซับบรรยากาศให้สมจริงขณะที่เดินชมเมือง หรือนั่งรับประทานอาหารในภัตตาคาร รวมถึงการเข้าร่วมกับกิจกรรมต่าง ๆ ของเมืองอีกด้วย โดยการเยี่ยมชมเมืองอย่างครบรสนั้นต้องไปให้เห็นกับตาในสถานที่ต่าง ๆ ทั้งในเมืองวิสบี้ และบนเกาะก๊อตแลนด์ดังนี้

 

1.เมืองฮันเซียติกแห่งวิสบี้ (Hanseatic Town of Visby)

เมืองฮันเซียติกแห่งวิสบี้

เมื่อเดินทางมาถึงเมืองหลวงของเกาะก๊อตแลนด์แห่งนี้ แน่นอนว่าต้องมาเยี่ยมชมเขตที่สวยงามที่สุดของเมือง นั้นคือเขตเมืองฮันเซียติก สถานที่เคยเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของกลุ่มพันธมิตรฮันเซียติก (พันธมิตรสมาคมพ่อค้า และเมืองการค้าในยุโรปเหนือ และยุโรปกลาง) ด้วยเหตุนี้เมื่องแห่งนี้จึงมีกำแพงโบราณล้อมรอบ ซากปราสาท ถนน และอาคารสถาปัตยกรรมยุคกลางที่ยังคงสภาพสมบูรณ์งดงาม จนเมืองแห่งนี้ได้ถูกบันทึกขึ้นเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี 1995 ซึ่งภายในเมืองเองยังมีจัตุรัสคลาสสิก อย่าง จัตุรัส “Stora Torget” ที่รอบล้อมด้วยอาคาร ร้านค้า และร้านอาหารเก่าแก่ ที่ครึกครื้น และแฝงความมีเสน่ห์ไว้มากมายให้นักเดินทางได้หลงใหลเมืองแห่งนี้อีกด้วย

 

2.วิหารซังค์ตา มาเรีย เกิรก์ก้า แห่งวิสบี้ (Visby Sankta Maria Kyrka)

วิหารซังค์ตา มาเรีย เกิรก์ก้า

การเยี่ยมชมวิหาร หรือโบสถ์ ซังค์ตา มาเรีย เกิร์กก้า แห่งนี้ จะทำให้นักเดินทางเข้าใจถึงความเชื่อของคนในยุคกลางเป็นอย่างมาก เพราะตัวโบสถ์แห่งนี้มีความสมบูรณ์ของสถาปัยกรรมที่ถูกก่อสร้างโดยชุมชนชาวเยอรมันในเวลานั้น ซึ่งตัวโบสถ์ได้มีการต่อเติมทั้งในช่วงปี 1200 และในต้นปี 1400 และทัศนียภาพที่สวยงามของโบสถ์นั้นมักถูกถ่ายเก็บไว้จากมุมหลังเป็นอย่างมาก

 

3.กำแพงเมืองวิสบี้ (Visby City Wall)

กำแพงเมืองวิสบี้

สถาปัตยกรรมอีกแห่งที่ห้ามพลาดไปถ่ายรูปคู่ด้วยอีกแห่ง คือกำแพงเมืองวิสบี้ ที่รอบล้อม และปกป้องเมืองหลวงแห่งนี้ไว้มาหลายร้อยปี ซึ่งตัวกำแพงนั้นมีความสวยงาม แข็งแกร่ง ตั้งสง่าเป็นแนวยาวรอบเมือง และมีความสมบูรณ์จากการดูแลรักษาเป็นอย่างดี ทั้งนี้ตัวกำแพงยังมีการต่อเติมที่สำคัญในช่วงปี 1800 เพิ่อให้เหมาะสมกับการติดตั้งปืนใหญ่อีกด้วย โดยตัวกำแพงเองมีหลายจุดให้เดินชมมากมาย รวมถึงจุดที่แสดงถึงสถาปัตยกรรม และทัศนียภาพที่ตระการตาของกำแพงอีกด้วย

 

4.หมู่บ้านชาวประมงเก่าแก่ จยับวิค  (Old Fishing Village Djupvik)

หมู่บ้านชาวประมงจยับวิค ในบรรยากาสเงียบสงบ

ห่างออกจากเมืองวิสบี้ไปรอบ ๆ เกาะ คือหมู่บ้านชาวประมงเก่าแก่ อย่างหมู่บ้านจยับวิค (Djupvik) ซึ่งเป็นเมืองที่เหมาะกับนักเดินทางที่เบื่อหน่ายความวุ่นวายในเมือง และกำลังมองหาความเงียบสงบ เป็นอย่างมาก เพราะหมู่บ้านแห่งนี้จะทำให้ผู้มาเยือนได้รู้สึกผ่อนคลายไปเรื่อย ๆ กับทัศนียภาพ และบรรยากาศคลาสสิกอันสงบจนทำให้คุณลืมความวุ่นวาย  และชำระล้างความเครียดของคุณไปได้อย่างสิ้นเชิง ด้วยเหตุนี้หมู่บ้านเหล่านี้จึงมีความโด่งดังเป็นอย่างมากในหมู่นักเดินทางนานาชาติที่กำลังมองหาสถานที่ ที่เงียบสงบ เพื่อหนีจากชีวิตในเมืองเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามนักเดินทางยังสามารถเข้านั่งในภัตตาคารของหมู่บ้านได้ เพื่อนั่งดื่มด่ำไปกับธรรมชาติของหมู่บ้าน พร้อมนั่งจิบไวน์ไปด้วยได้ ดังนั้นแล้วหากนักเดินทางท่านใดได้ไปเยือนวิสบี้เมื่อไรก็ไม่ควรพลาดหมู่บ้านเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

 

5.หินดึกดำบรรพ์ (FOLHAMMAR)

หินดึกดำบรรพ์ (Folhammar)

เมื่อมายังวิสบี้ ทัศนียภาพของหินดึกดำบรรพ์ “Folhammar” ที่เรียงรายอยู่ทางตะวันออกของเกาะก๊อตแลนด์ เป็นอีกอย่างที่นักเดินทางต้องไปสัมพัสด้วยตนเองให้ได้เช่นกัน ซึ่งหินเหล่านี้ตั้งเรียงรายอยู่ในเขตสงวนธรรมชาติที่บรรยากาศเหมาะกับการปิกนิค และการเดินไปตามชายหาดที่หินเหล่านี้เรียงรายอยู่นั้นเอง ทั้งนี้หินดึกดำบรรพ์เหล่านี้เป็นหินปูนตั้งเป็นแท่น และกักเก็บฟอสซิลไว้ข้างในอีกด้วย ทำให้สถานที่แห่งนี้เหมาะกับการถ่ายรูปเป็นอย่างยิ่ง แค่ได้คิดว่าจะได้เดินริมชายหาด ถ่ายรูปไปด้วยกับทัศนียภาพที่ตระการตาของเหล่าหินพวกนี้ ก็ทำให้รู้สึกได้แล้วว่าภาพที่ออกมานั้นจะต้องมีความงดงามมากอย่างแน่นอน

 

6.โรงแรม แคร์เรียน วิสบี้ (Clarion Wisby Hotel)

โรงแรม “Clarion Wisby”

การท่องเที่ยวในแต่ละครั้งก็ต้องมีที่พักที่เราสามารถเข้าพักผ่อนได้อย่างสบายใจ และเข้าถึงสถานที่ท่องเที่ยวได้อย่างสะดวก เหมือนกับ โรงแรม แคร์เรียน วิสบี้ (Clarion Wisby Hotel) แห่งนี้ ที่ตั้งอยู่กลางใจเมืองวิสบี้ ซึ่งโรงแรมแห่งนี้เป็นที่พักแบบ “Full – Service” ที่มีห้องพักมากกว่า 200 ห้อง และยังเป็นโรงแรมที่มีสถาปัตยกรรมช่วงปี 1200 ทำให้ตัวโรงแรมมีความกลมกลืนกับตัวเมือง และมีความโรแมนติกในตัวของมันเอง นอกจากนี้ห้องสูท (Suites) ยังมีความหรูหรา สะดวกสบาย รวมไปถึงภัตตาคารที่เสริฟอาหาร และเครื่องดื่มหลากหลาย ยิ่งกว่านั้นยังมี สปา แบบยุคกลาง “Selma City Spa” ให้พักผ่อนจากการชมเมืองทั้งวันอีกด้วย จึงไม่น่าแปลกใจที่โรงแรมแห่งนี้เป็นโรงแรมที่เป็นที่แนะนำอย่างมากในหมู่นักเดินทาง และ ชาวเมืองนั้นเอง

 

รวบรวม และเรียบเรียงข้อมูล : Reign International Travel
สนใจท่องเที่ยวสวีเดน คลิ๊ก >>> ทัวร์ยุโรป : CROWN OF SWEDEN 10 วัน (TG)

ท่องเที่ยวตามใจ ไปตามฝัน กับ เร้นจ์ อินเตอร์ฯ ทราเวล “ท่องเที่ยวกับเร้นจ์ฯ มั่นใจไม่ผิดหวัง”
ทัวร์ยุโรป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :

อ้างอิง :

  •  Visby is a medieval delight. (n.d.). Retrieved from https://www.lonelyplanet.com/sweden/gotland/visby
  • Hanseatic Town of Visby. (n.d.) Retrieved from https://gotland.com/en/products/185105/149/
  • Hanseatic League. (n.d.). Retrieved from https://en.wikipedia.org/wiki/Hanseatic_League
  • Visby Cathedral. (n.d.). Retrieved from https://travelguide.michelin.com/europe/sweden/gotland-county/visby/cathedral
  • Visby City Wall. (n.d.). Retrieved from https://en.wikipedia.org/wiki/Visby_City_Wall
  • Wogan, J. (2018). A Guide to Gotland, a Rural Paradise off the Swedish Coast. Retrieved from https://www.nytimes.com/2018/03/12/t-magazine/travel/gotland-sweden-guide.html
  • Folhammar. (n.d.). Retrieved from https://sweden.nordicvisitor.com/travel-deals/self-drive-tours/gotland-in-a-holiday-cottage/122/#folhammar
  • Clarion Hotel® Wisby. (n.d.). Retrieved from https://www.nordicchoicehotels.com/hotels/sweden/visby/clarion-hotel-wisby/

เมื่อหลายศตวรรษที่ผ่านมา ตั้งแต่ตอนที่จิตรกรชื่อดัง อ็องรี มาติส (Henri Matisse) ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรงานจิตรกรรมจากความสวยงามของเกาะคอร์ซิก้าแห่งนี้ ตัวเกาะก็ได้เปลี่ยนผันตัวเองเป็นที่พักผ่อนที่มีระดับ และหรูหราเป็นอย่างมากมาหลายศตวรรษสำหรับนักเดินทาง เพราะนักเดินทางผู้ใดที่ได้มาเยือนเกาะแห่งนี้จะได้พักผ่อนไปกับน้ำทะเลใส หาดทรายขาว ภูเขาเขียวขจี และบรรยากาศคลาสสิคของหมู่บ้าน หรือชาเล่ต์ (Chalets) ต่าง ๆ บนเกาะ นอกเหนือจากนี้นักเดินทางยังสามารถเข้าถึงโรงแรมชั้นนำ ภัตตารคารระดับ Michelin ได้อย่างง่ายดาย  แต่แน่นอนว่าบนเกาะนั้นยังมีสถานที่หลายแห่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมากให้ได้เดินชมเพื่อซึมซับความหรูหราตลอดการเดินทางด้วยเช่นกัน

1.เมืองป้อมโบราณ โบนิฟาซิโอ (Bonifacio)

เมืองป้อมโบราณริมผา “Bonifacio”

เมืองป้อมโบราณ โบนิฟาซิโอ เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่นักเดินทางต้องมาที่นี้สักครั้งเมื่อมาเกาะคอร์ซิก้า เพราะความสวยงามของเมืองไม่สามารถบรรยายได้ด้วยคำพูดได้ชัดเจนมากนัก เพราะการมาที่แห่งนี้นั้นรวมถึงการได้เข้าชมทัศนียภาพของเมืองที่ตั้งเป็นแนวยาวอยู่บนริมผา พร้อมสัมพัสถึงบรรยากาศโรแมนติกของเมือง ขณะที่เดินไปตามตรอกซอกซอยของถนน “Rue des Deux Empereurs” ที่ล้อมรอบไปด้วยบ้านยุคกลางสีพาสเทล ซึ่งสิ่งเหล่านี้นั้นเมืองแห่งนี้มีไว้ให้นักเดินทางทุกท่านแล้ว

 

2. เมืองท่า ปอร์โต – เวจจิโอ้ (Porto-Veggio)

เมืองท่า “Porto-Veggio”

หลังจากที่ได้ดื่มด่ำไปกับความคลาสสิคของ โบนิฟาซิโอ แล้ว ก็ได้เวลาเดินทางไปแวะพักผ่อนย่อนใจได้ที่เมืองท่า “Porto – Veggio” แห่งนี้ เพราะเมืองแห่งนี้เป็นเมืองท่าที่งดงามอุดมด้วยธรรชาติ ทำให้บรรยากาศร่มรื่น เหมาะกับการพักผ่อน จิบไวน์ชั้นเลิศเป็นอย่างมาก ซึ่งตัวเมืองเองมีเขตเมืองเก่าที่ขึ้นชื่อในเรื่องของอาหาร คาเฟ่ กลางจัตรัสของเมือง หรือจะเลือกเข้าภัตตาคารหรูของโรงแรมริมทะเลก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก

 

3. เมืองหลวง อาจักชิโอ (Ajaccio)

เมืองหลวงของเกาะคอร์ซิก้าแห่งนี้มีประวัติที่ยาวนาน รวมทั้งเมืองยังอบอวลด้วยความคลาสสิกของเมืองเก่าที่กักเก็บประวัติศาสตร์อันสำคัญไว้มากมาย ซึ่งเมืองแห่งนี้มีหลายสถานที่ให้เดินมากมายจนอาจจะทำให้หลงได้ แต่นักเดินทางที่มาเมืองนี้จะพลาดไม่ได้เป็นอันขาดกับสถานที่ต่อไปนี้

3.1 บ้านเกิดจักรพรรดิ์นโปเลียนที่ 1 “Maison Bonaparte”

“Musée de la maison Bonaparte à Ajaccio”

ด้วยจักรพรรดิ์ นโปเลียน โบนาปาร์ต ได้ประสูติในเมือง อาจักซิโอ ในปี 1769 กับครอบครัวเชื้อสายขุนนางทัสคัน ทำให้ทุกวันนี้เมื่อเราเดินไปในถนนสายเล็กของเมืองเราอาจจะได้เจอกับบ้านเกิดของที่จักรพรรดิ์ฯ ก็เป็นได้ ซึ่งแน่นอนว่าปัจจุบันบ้านหลังนี้ได้กลายเป็นเป็นพิพิธภัณฑ์แบบเปิดไปแล้ว ชื่อว่า “Musée de la maison Bonaparte à Ajaccio” เพื่อให้นักเดินทางได้เข้าชมถึงความเป็นอยู่ของท่านในสมัยนั้น และเข้าถึงความเป็นอยู่ของท่านในวัยเด็ก

3.2 จัตุรัส “Place Foch”

รูปปั้นจักรพรรดิ์ นโปเลียน ที่ 1

ก่อนจะจบทริปภายในเมืองแห่งนี้ นักเดินทางควรแวะพักผ่อนที่จัตุรัสอันงดงาม “Place Foch” ก่อนกลับ เพราะที่แห่งนี้นอกจากจะมีน้ำพุหินแกรนิตที่งดงาม และรูปปั้นหินอ่อนของจักรพรรดิ์นโปเลียนในชุดคลุมโรมัน พร้อมสิงโต 4 ตัวทรงสง่าล้อมรอบไว้ 4 ทิศ สำหรับถ่ายรูปแล้ว ตัวจัตุรัสแห่งนี้ยังมีร้านค้าพื้นเมือง ภัตตาคาร คาเฟ่ ที่มีทั้ง แยม ชีส และไวน์ให้นักเดินทางได้ลิ้มลองมากมายหลายแบบอีกด้วย

รวบรวม และเรียบเรียงข้อมูล : Reign International Travel
สนใจท่องเที่ยวฝรั่งเศส คลิ๊ก >>> ทัวร์ยุโรป : ฝรั่งเศส (โบนิฟาซิโอ – อาจักชิโอ – มาร์กเซย – ปารีส)

ท่องเที่ยวตามใจ ไปตามฝัน กับ เร้นจ์ อินเตอร์ฯ ทราเวล “ท่องเที่ยวกับเร้นจ์ฯ มั่นใจไม่ผิดหวัง”
ทัวร์ยุโรป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :

อ้างอิง :

  • Travel Guide to Corsica. (n.d.). Retrieved from https://www.cntraveller.com/article/travel-guide-corsica
  • Mcmullen, M. R. (n.d.). Henri Matisse. Retrieved from https://www.britannica.com/biography/Henri-Matisse
  • Welcome to Bonifacio. (n.d.).  Retrieved from https://www.lonelyplanet.com/france/corsica/bonifacio
  • Maison Bonaparte. (n.d.). Retrieved from https://www.atlasobscura.com/places/maison-bonaparte

 

 

 

          คิตส์บูเอล (Kitzbühel) เมืองรีสอร์ตอันดับต้น ๆ ของโลกแห่งนี้ตั้งอยู่ในแคว้นทิโรลที่มีทัศนียภาพสวยงามล้อมรอบด้วยเทือกเขาแอล์ป ทำให้บรรยากาศของเมืองหรูหา และมากด้วยกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งในฤดูร้อน และฤดูหนาว นอกจากนี้ตัวเมืองเองมีความเก่าแก่ พร้อมที่จะทำให้การเดินทางไปทุกครั้งเป็นการเดินทางที่คลาสสิก ด้วยเพราะตั้งแต่จักรพรรดิ ฟรานส์ โยเซฟ ได้คลี่คลายปัญหารัฐธรรมนูญที่ซับซ้อน และประสบความสำเร็จในการก่อสร้างรางรถไฟ ซัลส์เบิร์ก – ทิโรล แล้วเสร็จในปี 1875 ตัวเมืองนั้นก็มีการก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด ทั้งในด้านการค้า และอุตสาหกรรม แต่ที่เปลี่ยนโฉมเมืองแห่งนี้ไปโดยสิ้นเชิงนั้นเริ่มขึ้นเมื่อใน ปี 1894 เมืองคิตส์บูเอลแห่งนี้ได้จัดการแข่งขันสกีครั้งแรกนั้นเอง ซึ่งการแข่งนี้เองที่เป็นก้าวแรกสู่ความรุ่งโรจน์ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ไม่เพียงเท่านี้ เมืองแห่งนี้นั้นมีประวัติไม่เคยได้รับความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่ 1 และ ครั้งที่ 2 จนหลาย ๆ คนเชื่อว่าเมืองแห่งนี้เป็นเมืองแห่งโชคลาภอีกด้วย

          อย่างไรก็ตามเพื่อซึมซับ และเข้าถึงความคลาสสิกของเมือง นักเดินทางต้องหาโอกาสมาทั้งใน ฤดูหนาว และ ฤดูร้อน ให้ได้ เพราะบรรยากาศ ทัศนียภาพ และกิจกรรมในแต่ฤดูนั้นแตกต่างกัน อย่างเห็นได้ชัด ดังที่จะยกเป็นตัวอย่างต่อไปนี้

1. Winter Kitzbühel

ในช่วงฤดูหนาว เมืองแห่งเป็นเมืองที่นักเดินทาง และนักสกีทั่วโลกใฝ่ฝันถึงทั้งสถานที่บรรยากาศหรูหรา และ กิจกรรมน่าตื่นเต้นที่หลากหลาย ต่อไปนี้

 

1.1 ซาฟารีสกี (Ski Safari)

ซาฟารีสกี ณ คิตส์บูเอล

          ด้วยสถาปัตยกรรม โครงสร้างมาตรฐาน ระบบขนส่งที่สะดวกสบาย และความหลากหลายในกิจกรรม ทำให้คิตส์บูเอลสกีรีสอร์ตแห่งนี้ได้รรับรางวัล สกีรีสอร์ตยอดเยี่ยมของโลกในปี 2015 (World’s Best Ski Resort 2015) ทั้งนี้สถานที่แห่งนี้ยังชนะรางวัลลักษณะนี้ติดต่อกัน 5 ครั้งซ้อนภายในประเทศออสเตรีย อีกทั้งสถานที่แห่งนี้ยังมีการลงทุนโดย Kitzski เพื่อก่อสร้างโครงสร้างอื่น ๆ หรือ ซ่อมแซมลิฟท์ และเคเบิ้ลคาร์ อย่างต่อเนื่อง และเมื่อประกอบกับประวัติการสกีมากกว่า 125 ปี สถานที่แห่งนี้จึงเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก และเปรียบเสมือนเมืองในตำนานบนเทือกเขาแอลป์เลยทีเดียว

 

1.2 ฮาเนนคาม (Hahnenkamm)

สกีฮัทบนฮาเนนคาม

            ฮาเนนคาม ยอดเขาสูง 1,712 เมตร เหนือเมืองคิตส์บูเอล มีบรรยากาศที่สดใส และอากาศเทือกเขาที่สะอาด ทั้งยังเป็นจุดที่เหมาะกับการเดินชมทัศนียภาพเทือกเขาที่งดงามเป็นอย่างมาก โดยการเดินทางไปนั้นสามารถเดินทางโดยนั่งแชร์ลิฟท์ และคาร์เคเบิ้ลขึ้นไปได้อย่างง่ายได้ และที่แห่งนี้ยังโด่งดังเป็นอย่างมากสำหรับนักเดินเขาในช่วงฤดูร้อนอีกด้วย

 

1.3 สกีฮัท (Ski Huts)

บรรยากาศกระท่อมสกี (Ski Huts)

            อาหารเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักเดินทางทุกท่าน เพราะอย่างนั้นชาวคิตส์บูเอลเองจึงให้ความสำคัญกับอาหารเป็นอย่างมากเช่นกัน จะเห็นได้จากพื้นที่โดยรอบซาฟารีสกีนั้นประกอบด้วยกระท่อมสกี (Ski Huts) บนเทือกเขาแห่งนี้ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้คุณได้พักผ่อนจากกิจกรรมต่าง ๆ  ซึ่งคุณสามารถเลือกรับประทานอาหารพื้นเมือง หรือ Gault & Millau อาหารรางวัลดีเด่น หรือก๋วยเตี๋ยว Krautfleckerl พร้อมกับซึมซับทัศนียภาพที่ตระการตารอบ ๆ ซึ่งทางเลือกนั้นเป็นของคุณใน กระท่อมเหล่านี้

 

2. Summer Kitzbühel

ในช่วงฤดูร้อน ณ เมืองแห่งนี้เปรียบเสมือนสวนสวรรค์ อิลีเซียม (Elysium) เลยก็ว่าได้ ด้วยเพราะเวลานี้ทุ่งกว้างเต็มไปด้วยความเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา ทุ่งดอกไม้งดงาม ซึ่งทั้งหมดนี้ยังปกคลุมด้วยทัศนียภาพเทือกเขาแอลป์เป็นพื้นหลัง ที่พร้อมจะทำให้คุณรู้สึกเหมือนอยู่ในอิลีเซียมจริง ๆ  อีกทั้งยังเต็มไปด้วยกิจกรรมมากมาย เช่น การเดินเขา ปั่นจักรยาน และ กีฬาแนวผจญภัย ต่าง ๆ หรือถ้าหากต้องการพักผ่อนย่อนใจแบบสบาย ๆ หรูหราท่ามกลางธรรมชาติยังสถานที่ต่อไปนี้ก็ได้

 

2.1 ภูเขาไวด์ซีโลเดอร์ และบ้านบนเนินเขา (Wildseeloder and House on the Hill)

“House on the Hill” บนภูเขาไวด์ซีโลเดอร์

               สถานที่แห่งนี้เป็นที่รู้จักเป็นอย่างมากสำหรับนักเดินเขา ในนาม “House on the Hill” ซึ่งที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1892 เพื่อเป็นบ้านพักสำหรับนักท่องเที่ยว และนักเดินเขา รวมถึงเป็นจุดพักสำหรับการเดินทางชั่วคราว หรือค้างคืนก็ได้ อีกทั้งยังเป็นจุดชมวิวเทือกเขาที่งดงามตระการตาเป็นอย่างมากจุดหนึ่ง และที่ดีที่สุดคือการเดินทางไปนั้นสามารถขึ้นรถเคเบิ้ลไปถึงได้ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ณ ที่แห่งนี้ยังรวมไปถึงการลงเล่น หรือพายเรือกลางทะเลสาบ ไวด์ซี (Wildsee Lake) ที่งดงามด้วย

 

2.2 ทะเลสาบ ชวาร์สซี (The Schwarzsee)

ทัศนียภาพทะเลสาบชวาร์สซี

              ถ้าหากคุณกำลังคิดว่าพักร้อนนี้จะไปไหนดี ? อีกทั้งกำลังมองหาสถานที่พักผ่อนในที่ ๆ จะทำให้คุณรู้สึกสดชื่นขึ้นในช่วงวันหยุดนี้ หากเป็นเช่นนั้นคุณไม่ควรพลาดทะเลสาบ ชวาร์สซี เป็นอันขาด เพราะทะเลสาบแห่งนี้มีสีน้ำที่สามารถสะท้อนทัศนียภาพรอบ ๆ ทะเลสาบได้ชัดเจน อีกทั้งยังประกอบด้วยพื้นหลังอย่างเทือกเขา ไคเซอร์เบริก์ (Kaisergebirge Mountain Range) ดังนั้นทุกวินาทีที่คุณพักผ่อนที่นี้คุณจะรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่งดงามตระการตาตลอดเวลาเหมือนในนิยาย สงบ ให้คุณผ่อนคลายพร้อมรู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันที

 

2.3 สนามกอล์ฟ “Kitzbuhel – Schwarzsee – Reith”

Kitzbühel – Schwarzsee – Reith Golf Course

             สนามกอล์ฟแห่งนี้ตั้งอยูกลางใจเทือกเขาคิตส์บูเอล (Kitzbühel Alps) และอยู่ห่างออกไปจากตัวเมืองเพียง 4 กม. ซึ่งสนามกอล์ฟแห่งนี้นั้นเหมาะกับผู้เล่นทุกระดับฝีมือ โดยมีสนามกอล์ฟแห่งนี้มีจุดเด่นทั้งในความสวยงามของแฟร์เวย์ราบของหลุมที่ 1 – 9 ตามด้วยแนวเนินเขางดงามของหลุมที่ 10 – 18 และจบด้วยอุปสรรคต่าง ๆ ที่ได้ถูกวางแพลนไว้อย่างเหมาะสม (ขึ้นชื่อเรื่อง “Water Hazards” หรืออุปสรรคน้ำ) เพื่อให้นักกอล์ฟทุกท่านได้รับความสนุกเป็นอย่างมากแน่นอน

นอกจากนี้ยังประกอบด้วยคลับเฮ้าส์ตากอากาศที่มีทัศนียภาพของ ภูเขาแอสเบิร์ก (The Astberg) อันตระการตาเป็นบรรยากาศพื้นหลัง พร้อมกับบริการอาหาร และเครื่องดื่มหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ท่านได้ผ่อนคลายไปกับทัศนียภาพรอบ ๆ ขณะพักจากการตีกอล์ฟอย่างแท้จริง ทั้งนี้คลับเฮ้าส์แห่งนี้ยังตั้งอยู่ใกล้กับทะเลสาบชวาร์สซีที่กล่าวไว้เมื่อข้างต้นอีกด้วย ทำให้การเดินทางนี้เหมาะสำหรับการไปแบบครอบครัว และคุณพ่อบ้านที่รักกอล์ฟเป็นอย่างยิ่ง

 

3. Austria Trend Hotel Schloss Lebenber

Austria Trend Hotel Schloss Lebenber

“Schloss Lebenberg” แห่งนี้ตั้งอยู่บนเทือกเขาคิตส์บูเอลมาแล้วกว่า 400 ปี แต่ได้เปิดบริการเป็นโรงแรมจริง ๆ ในปี 1967 พร้อมกับทำการรีโนเวทตกแต่งใหม่ด้วยความปรานีต เมื่อปี 2008 เพื่อให้การบริการในแต่งละครั้งนั้นเป็นไปตามมาตรฐานสูงสุด และด้วยการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความมหัศจรรย์ของสถาปัตยกรรมยุคกลาง และไลฟ์สไตล์หรูหรามอเดิร์น โรงแรมแห่งนี้จะทำให้คุณหลงใหลไปกับการบริการชั้นนำ ห้องนอนเรียบหรู ตั้งแต่ก้าวแรกที่คุณได้เดินเข้ามา

 

 

รวบรวม และเรียบเรียงข้อมูล : Reign International Travel
สนใจท่องเที่ยวออสเตรีย คลิ๊ก >>> ทัวร์ยุโรป : เจาะลึกเมืองเล็กน่ารัก ออสเตรีย (ทิโรล) – เยอรมนี (บาวาเรียน) – ฝรั่งเศส (อัลซาส) 10 วัน

ท่องเที่ยวตามใจ ไปตามฝัน กับ เร้นจ์ อินเตอร์ฯ ทราเวล “ท่องเที่ยวกับเร้นจ์ฯ มั่นใจไม่ผิดหวัง”
ทัวร์ยุโรป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก : Kitzbuhel | the Legend, Urlaubsparadies, Austria : The Official Travel Guide, World of Leading Golf, Austria Trend Hotel Schloss Lebenberg

อ้างอิง :

              คุณเคยสงสัยหรือไหมว่าทำไมใคร ๆ จะต้องย้อนกลับไปพักผ่อน เที่ยว และผจญภัยที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์อยู่เสมอ นั้นเพราะ นอกจากประเทศแห่งนี้จะมีทัศนียภาพสวยงาม และมีเสน่ห์แล้วนั้น สวิตเซอร์แลนด์เองยังมีสถานที่ให้ออกไปผจญภัย ชมสถาปัตยกรรมตระการตา และศึกษาวัฒนธรรมต่าง ๆ อีกเยอะแยะมากมาย ซึ่งสิ่งที่กล่าวมาเหล่านี้ไม่เป็นที่น่าแปลกใจเลย ด้วยเพราะ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้นได้รับอิทธิพลต่าง ๆ จากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเยอรมนีทางตอนเหนือ ฝรั่งเศษทางตะวันตก อิตาลีทางตอนใต้ และออสเตรียทางตะวันออก ทำให้นักท่องเที่ยวที่มานั้นรู้สึกเหมือนได้เที่ยว 5 ประเทศ ในครั้งเดียวเลยก็ว่าได้ แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถพลาดสถานที่ที่ต้องไปให้ได้สักครั้งหนึ่งได้เหมือนกัน และสถานที่ใหม่ดังต่อไปนี้เปรียบเสมือนเพชรในตมที่ต้องไปให้ได้สักครั้ง เมื่อไปสวิตเซอร์แลนด์

 

1. เขตฟลิมส์ (Flims Graubunden)

            แม้ภูมิประเทศของเขตจะเกิดขึ้นจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ (Flims Rockslide) แต่ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้เป็นปลายทางที่สวยงาม และพร้อมไปด้วยกิจกรรมเยอะแยะมากมายที่ปลอดภัย เหมาะสำหรับพาครอบครัวมาพักผ่อนเป็นอย่างมาก เช่น เด็ก ๆ สามารถออกเดินทางศึกษาธรรมชาติกับ Ami Sabi เพื่อนวิเศษจากแดนมหัศจรรย์ เป็นต้น ทั้งนี้ยังเป็นปลายทางที่โดดเด่น น่าตื่นเต้นสำหรับ นักปีนเขา นักปั่นจักรยาน และนักผจญภัยด้วยเช่นกัน

 

2. หุบเขาเวียมาลา (Viamala Gorge)

          เมื่อนานมาแล้วนั้นหุบเขาแห่งนี้เป็นอุปสรรคอย่างมากสำหรับนักเดินทางที่มุ่งหวังจะเดินทางไปยังภูเขาแอลป์ ซึ่งในปัจจุบันกลายเป็นปลายทางท่องเที่ยวที่สวยงาม และเป็นแหล่งประวัติศาสตร์สำคัญที่ย้อนไปก่อนคริสต์ศักราช อย่างสถานปฏิบัติทางศาสนายุคโบราณกาล โบสถ์  สะพาน และปราสาทต่าง ๆ อีกทั้งยังเพรียมพร้อมไปด้วยกิจกรรมน่าตื่นเต้นหลายรูปแบบ เช่น กิจกรรมล่าสมบัติไปตามแนวเทือกเขา อีกด้วย

 

3. รถไฟ กลาเซียร์ เอ็กซเพลส  (Glacier Express Excellence Class)

           ด้วยมอเดิร์นเทคโนโลยี คุณจะได้ชมเทือกเขาแอลป์อย่างหรูหราอย่างที่ไม่เคยได้ประสบที่ไหนมาก่อน เพราะไฮไลต์สำคัญของรถไฟ ชั้นหนึ่ง (First Class) สายนี้ประกอบด้วยที่นั่งที่โอ่อ่าหรูหรา สบาย ติดริมหน้าต่างให้คุณไม่พลาดทัศนียภาพเทือกเขาแอลป์แน่นอน พร้อมด้วยเซอร์วิสอาหารชั้นนำที่มาพร้อมกับไวน์ให้คุณ และที่โดดเด่นกว่านั้นคือพนักงานต้อนรับ (Concierge) ที่จะดูแลคุณ แนะนำอาหาร และคอยตอบคำถามที่คุณสงสัยตลอดการเดินทาง

Click >> ทัศนียภาพ 360 องศา ภายในห้อง Excellence Class

 

4. ปราสาทโอเบอร์โฮเฟน (Oberhofen Castle)

             โอเบอร์โฮเฟน ปราสาทที่สถาปัตยกรรม และทัศนียภาพล้อมรอบงดงามสบายตานี้ ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลสาบทุน (Lake Thun) ทั้งนี้ปราสาท ศตวรรษที่ 13 แห่งนี้ ยังเป็นแหล่งรวบรวมสถาปัตยกรรมจากวัฒนธรรมอื่น ๆ ไว้หลากหลาย ซึ่งสถาปัตยกรรมที่สำคัญในปราสาทรวมถึง ห้องรับประทานอาหารยุคฟื้นฟูกอทิค ห้องสูบยาแบบตุรกี วิหารสะสมศิลปะศตวรรษที่ 15 และสวนที่จัดเก็บดอกไม้ และพืชพันธ์แปลกตาต่าง ๆ อันงดงามที่จัดแต่งตามประวัติแฟชั่นสวนของยุคนั้น และเมื่อรวมกับหอคอย กับทัศนียภาพทะเลทราบไว้ด้วยกันแล้วนั้น ปราสาทแห่งนี้จึงเป็นหนึ่งในปลายทางยอดนิยมที่วิเศษสุดในสวิตเซอร์แลนด์ ทั้งยังเป็นสถานที่วาดฝันสำหรับการถ่ายรูปพรีเวดดิ้งของเจ้าบ่าวเจ้าสาวทุกคู่ทั่วโลก

 

5. โรงแรมโฮเน็กวิลล่า (Honegg Hotel Villa)

            สุดท้ายหากคุณต้องการให้ทริปสวิตเซอร์แลนด์ของคุณเหมือนกับฝัน แฟนตาซี คุณต้องห้ามพลาดที่จะมาพัก ณ โรงแรมโฮเน็กวิลล่า เป็นอันขาด เระา แมนชั่นสุดวิเศษที่ตั้งอยู่บนเนินเขานี้ จะทำให้คุณรู้สึกเหมือนอาศัยอยู่ในบ้านพักตากอากาศส่วนตัวมากกว่าจะเป็นโรงแรม รวมทั้งทัศนียภาพรอบล้อมที่จะทำให้คุณหยุดหายใจเลยก็ว่าได้ ไม่เพียงเท่านี้ห้องพักยังหรูหราสบาย พิถีพิถันในการทำอาหาร พร้อมไปด้วยกิจกรรมเอ็กซคลูซีฟ (Exclusive Event) ที่จะให้คุณได้ดื่มดำไปกับบรรยากาศสงบของสวิตเซอร์แลนด์ เช่น สปาส่วนตัวริมผา เดินชมทะเลสาบลูเซิรน (Lake Lucern) กอล์ฟ และปั่นจักรยานวิบาก

 

เขียนและเรียบเรียงโดย : Reign International Travel
ขอบคุณภาพประกอบจาก : myswitzerlandGlacier ExpressHonegg Hotel Villa

ท่องเที่ยวตามใจ ไปตามฝัน กับ เร้นจ์ อินเตอร์ฯ ทราเวล “ท่องเที่ยวกับเร้นจ์ฯ มั่นใจไม่ผิดหวัง”
ทัวร์ยุโรป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :