Hiking หรือ ไฮกิ้ง เป็นกิจกรรมการท่องเที่ยว “Outdoor” โดยการเดินไปตามเส้นทางในธรรมชาติ ที่คนไทยคนไหนก็สามารถเริ่มต้นทำได้ทันที ด้วยเพราะเป็นกิจกรรมที่ใช้การวางแผน เตรียมตัวน้อย และเป็นวิธีที่ดี่ที่สุดแล้วสำหรับการที่จะรับชม พร้อมซึมซับบรรยากาศธรรมชาติอย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังสามารถเก็บภาพที่สวยเหนือคำบรรยายไว้เป็นความทรงจำไว้ได้อีกด้วย ทำให้ไฮกิ้งกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในประเทศไทยอีกด้วย และนี้คือ เหล่าประเทศที่สวยสุดสำหรับ “Hiking”

 

1.GREENLAND

ประเทศกรีนแลนด์มีพื้นที่เกือบเท่ากับยุโรปตะวันตก แต่มีประชากรภายในประเทศแค่หนึ่งสเตเดียมฟุตบอลเท่านั้น ทำให้ธรรมชาติในที่แห่งนี้ สมบูรณ์แบบ เหมาะสำหรับนักเดินทางที่จะซึมซับตนเองท่ามกลางธรรมชาติเป็นอย่างมาก เพราะทีนี้จะปลุกความรู้สึกความรู้สึกเป็นอิสระในตัวคุณออกมาด้วยอย่างแน่นอน

Hiking Hotspots :

  • South Greenland
  • Arctic Circle Trail
  • Ilulissat Icefjord, North Greenland
  • East Greenland

 

2.NORWAY

มีสถานที่น้อยมากที่จะผสมผสาน ฟยอร์ด และ หุบเขาให้ลงตัวงดงาม ได้อย่างประเทศนอร์เวย์ เพราะ ณ ที่แห่งนี้นักเดินทางจะได้สัมพัสกับบรรยากาศอันเหลือเชื่อดั่งในนิยายเลยทีเดียว

Hiking Hotspots :

  • Segla Mountain, Senja
  • Preikestolen, Ryfyllke
  • Trolltunga, Hardanger
  • Romsdalseggen, Romsdalen

 

3.SWITZERLAND

สวิตเซอร์แลนด์ เทือกเขาแอลป์ คือบรรยากาศที่คนไทยหลาย ๆ คนใฝ่ฝัน ทั้งยังเป็นประเทศที่ดีสำหรับการเดินชมวิว หรือเริ่มต้นเข้าสู่วงการไฮกิ้งอีกด้วย เพราะมีเส้นทางที่วิวสวยจับใจ แต่ะเดินไม่ลำบากอยู่มาก (แบบ ฮาร์ดคอร์ ก็มี) ทำให้เป็นที่ฝึกเริ่มไฮกิ้งสำหรับผู้สนใจมือใหม่ได้เป็นอย่างดี

Hiking Hotspots :

  • Zermatt Gornergrat Riffelsee Trail, Zermatt
  • Oeschinensee, Interlaken
  • Flims
  • Andermatt
  • Staubbach & Trummelbach waterfalls, Lauterbrunnen

 

4.NEW ZEALAND

นิวซีแลนด์เป็นจุดหมายปลายทางที่ต้องไปให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต และถึงแม้ได้ไปแล้วก็อาจจะทำให้คิดถึงต้องหวนกลับไปอีกครั้ง เพราะภูมิประเทศของประเทศนี้สวยงามเป็นอย่างมาก และบางครั้งต้องไฮกิ้งเท่านั้นถึงจะได้สัมพัสกับเสน่ห์ของประเทศนี้ได้ นั้นรวมถึงทะเลสาบมรกต หาดเงียบสงบ ป่าอุดมสมบูรณ์ และภูเขาสง่า

Hiking Hotspots :

  • Egmont National Park, Egmont
  • Routeburn Track, Queenstown
  • Rakiura Track, Stewart Island
  • Abel Tasman Coast Track, Abel Tasman
  • Whanganui National Park, Taupo Quay

 

5.ICELAND

การท่องเที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยการไฮกิ้ง มีความแตกต่างจากการนั่งรถ แวะชมแต่ละจุด เป็นอย่างมาก ด้วยเพราะตั้งแต่ก้าวแรกที่ออกเดินจนถึงก้าวสุดท้ายนั้น นักเดินทางจะได้เห็นธรรมชาติจากในแฟนตาซีมีชีวิตขึ้นมาเลยทีเดียว ทุกย่างก้าวเหมือนได้สัมพัสกับธรรมชาติในทุกบรรยากาศที่จินตนาการไว้ได้ครบจบในที่เดียว

Hiking Hotspots :

  • Mount Esja, Reyjavik
  • Glymur Waterfall Hike, Hvalfjorour
  • Reykjadalur Trail, Hveragerdi
  • Hvannadalsnukur Summit

 

6.ENGLAND

นักเดินทางที่วางแผนท่องเที่ยวประเทศอังกฤษโดยส่วนใหญ่แล้วมักมองข้าม การไฮกิ้งในประเทศแห่งนี้ ซึ่งอันที่จริงแล้วมีหลายพื้นที่ที่จะทำให้คุณประทับใจ และเอิบอิ่มที่เกิดขึ้นได้เฉพาะจากการไฮกิ้งในอังกฤษเท่านั้น เพราะภูมิประเทศในอังกฤษนอกจากจะสวยงามอย่างมากแล้ว ในหลาย ๆ จุดจะทำให้รู้สึกสงบได้อย่างดีจนเป็นที่แปลกใจเป็นอย่างมากอีกด้วย

Hiking Hotspots :

  • North Downs Way, Dover
  • The Lizard Coastal Walk, Cornwall
  • Hadrian’s Wall
  • Stone Hedge
  • The Thames Path

 

7.CANADA

ประเทศแคนาดา มีเส้นทาง ไฮกิ้ง มากกว่า 1000 ทาง ตั้งแต่ทางที่ง่าย ถึง ระดับ Hardcore แต่ทุกเส้นทางจะทำให้คุณได้ประทับใจกับธรรมชาติอันสวยงามของประเทศแห่งนี้ ซึ่งไฮไลท์ของการไฮกิ้งที่นี้คือ ทะเลสาบ เทือกเขาสูง ป่าฤดูใบไม้เปลี่ยนสี เป็นต้น

Hiking Hotspots :

  • Bannf National Park, Alberta
  • Skyline Trail, Alberta
  • Algonquin Provincial Park, Ontario
  • Gros Morne National Park, Newfoundland
  • Cape Breton Highlands National Park, Nova Scotia

 

8.SCOTLAND

จากการเดินเบื้องต้น ถึง ระดับโปร มีหลายประเทศที่ยากจะเทียบเท่ากับภูมิประเทศที่เหมือนหลุดออกมาจากนิยายได้เหมือน สก๊อตแลนด์ ที่นี้คุณจะได้เก็บภาพวิวที่เหนือความคาดหมายว่าจะทำได้มากมาย อย่างเหลือเชื่อ

Hiking Hotspots :

  • Beinn a’Chrulaiste, Glen Coe
  • The Old Man of Storr, Isle of Skye
  • Cairngorms National Park, Cairngorm

 

รวบรวม และเรียบเรียงข้อมูล : Reign International Travel

ขอขอบคุณ : bannf_lakelouise, stunningicelandd, tur.evelinn, solventures_photography, quarkexpeditions, ellina_bivol

สนใจท่องเที่ยว กับ Reign International

Click >>> http://bit.ly/ReignTourPackages

ท่องเที่ยวกับเร้นจ์ ฯ มั่นใจไม่ผิดหวัง

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :

อ้างอิง :

มาชู ปิกชู หรือเมืองที่สาบสูญแห่งอินคาแห่งนี้ ตั้งอยู่บนยอดภูเขาสูง 2,430 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ทำให้นครลอยฟ้าแห่งอินคานี้เป็นหนึ่งในสถานที่ที่น่าทึ่งที่สุดในโลก และยากที่จะหาคำพูดใดมาเพื่ออธิบายความมหัศจรรย์นี้ได้นอกจากจะได้สัมผัสด้วยตัวเอง และนี้คือ 10 เหตุผลทำไมต้องไป “มาชู ปิกชู” ให้ได้สักครั้งในชีวิต

 

1. ความมหัศจรรย์ของสถาปัตยกรรม และวิศวกรรม

(Architecture & Engineering)

ความอัจฉริยะด้านวิศวกรรม และสถาปัตยกรรมของชาวอินคาในเวลานั้นถือเป็นสิ่งที่น่าทึ่งเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในพื้นที่จำกัดบนภูเขาสูงเช่นนี้ ด้วยเพราะชาวอินคาได้เรียนรู้เทคนิคที่เรียกว่า “ASHLAR” ที่ตัดหินให้เข้ากันได้อย่างลงตัวแน่นหนาโดยไม่ต้องใช้ปูน พวกหินเหล่านี้ติดกันแน่นจนขนาดที่ผ่านพ้นวิกฤตต่าง ๆ อย่าง แผ่นดินไหว น้ำฝนกัดเซาะ จนมาถึงปัจจุบันที่ยังตั้งตระหง่านอย่างองอาจให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมความอัศจรรย์นี้อยู่ด้วยตนเองได้


2. ทัศนียภาพ และบรรยากาศอันดับต้นของโลก

(World Class Sights)

เมื่อยืนอยู่ใน มาชู ปิกชู บนยอดเขาสูง 2,430 เมตร เหนือทะเล ที่รายล้อมไปด้วยเทือกเขาแหลม “Apus” (แปลว่าศักดิ์สิทธิ ในภาษา Quechua) แน่นอนว่าทัศนียภาพ ณ ที่แห่งนี้จะทำให้คุณต้องตะลึงในความสวยงามอย่างแน่นอน และเมื่อยืนอยู่ในจุดที่เห็นทั้งหุบเขาทอดอยู่เบื้องล่างด้วยแล้ว ยิ่งบรรยายเป็นคำพูดไม่ได้ เว้นแต่ยืนอยู่ตรงนั้นด้วยตนเอง

 

3. ความลับที่ยังซ่อนอยู่ใน มาชู ปิกชู

(Machu Pichu Mysteries)

ฟังก์ชั่นต่าง ๆ ภายในนครลอยฟ้าแห่งนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในหมู่นักโบราณคดี (Archaeologist) แต่ความเห็นที่เป็นเอกฉันท์นั้นเชื่อว่าที่แห่งนี้ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อ “Pachacuti” ผู้ยิ่งใหญ่ ทั้งยังเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิเพื่อบูชาเหล่าผู้นำอันยิ่งใหญ่ต่าง ๆ อีกด้วย ทำให้มีที่ต่าง ๆ มากมายให้พิสูจน์ได้ด้วยตนเอง อย่าง การค้นหา “The Intihuatana” ที่กำลังเป็นเทรนด์การท่องเที่ยว มาจู ปิกชู อยู่ในขณะนี้

 

4. เพลิดเพลินไปกับเหล่า อัลปาคา

(Alpacas Cuteness)

ระหว่างที่กำลังเดินชมเมืองที่สาบสูญแห่งอินคาอยู่นั้น นักเดินทางจะได้พบกับผู้อยู่อาศัยอีกท่าน นั้นคือเหล่า อัลปาคา ผู้น่ารักนั้นเอง ซึ่งความสำคัญของเหล่าอัลปาคานั้นมีอิทธิพลอย่างมากต่อเครื่องห่มกายของชาวอินคา แต่ในปัจจุบันหากยืนถูกที่ถูกเวลาแล้วก็ท่านอาจจะเก็บภาพคู่กับเหล่าอัลปาคา (ในเทรนด์ภาพแคนดิด) กลับมาไว้ ทำให้คอลเล็กชั่นภาพการท่องเที่ยวของคุณมีเอกลักษณ์ที่พิเศษเป็นอย่างมาก

 

5. “Palacio Del Inka” โรงแรมสวย วัฒนธรรมงาม

(Palacio Del Inka Luxury Cultural Hotel)

กำลังสงสัยว่าทำไมโรงแรมถึงเป็นเหตุผลให้ต้องมา มาชู ปิกชู อยู่รึเปล่า ? นั้นเพราะ “Cusco” และบริเวณโดยรอบของ มาชู ปิกชู นั้นปกคลุมไปด้วยจารีตประเพณี “Andean” และวัฒนธรรม “Peruvian” และภายในโรงแรมนี้คุณจะได้สัมผัสกับการพักผ่อนแบบ Luxury ท่ามกลางบรรยากาศที่ประกอบไปด้วยสถาปัตยกรรม และวัฒนธรรม Peruvian นั้นเอง ทำให้การพักผ่อนนั้นเกิดความคลาสสิกเป็นอย่างมาก ทั้งห้องนอน และการบริการเองก็ดีมากเช่นกัน

 

รวบรวม และเรียบเรียงข้อมูล : Reign International Travel

ขอขอบคุณ : travelpassportt, culturetrip

สนใจท่องเที่ยว อเมริกาใต้ Click >>> http://bit.ly/reignsouthamericatour

ท่องเที่ยวกับเร้นจ์ ฯ มั่นใจไม่ผิดหวัง

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :

อ้างอิง :

 

ผู้คนมากมายทั่วโลกต่างหลงไหลไปกับแสงเหนือ (Aurora Borealis, Northern Light)  ครั้งแรกที่ได้เห็นจากในรูปภาพ หรือจากในสารคดี จนวันหนึ่งถึงกับต้องลุกขึ้นมาวางแผนเพื่อไปประสบปรากฏการณ์อันวิเศษนี้ด้วยตนเองเลยทีเดียว  แต่ก่อนที่จะก้าวเท้าออกเดินทางไปนั้น บางท่านต้องพบกับความผิดหวัง เนื่องจากยังขาดข้อมูล และความเข้าใจเกี่ยวกับปรากฎการณ์ดังกล่าว เช่น แสงเหนือคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร ที่ไหนบรรยากาศเหมาะสมกับการถ่ายรูป เป็นต้น ซึ่งตรงจุดนี้เอง ที่เราได้รวบรวมข้อมูล และคำตอบที่ นักเดินทางต่างต้องทราบเพื่อเพิ่มอรรถรสในการรับชม และโอกาศที่จะได้เก็บภาพที่สวยงาม และพบกับมหัศจรรย์ของโลก

 

What is Northern Light ?

ข้อมูลจาก “สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)” และ “National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA)” สามารถสรุปได้ว่า แสงเหนือ (Aurora Borealis) เกิดจากการที่อนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าจากพระอาทิตย์ (โปรตรอน และอิเล็กตรอน) ได้เดินทางเข้าสู่ขั่วโลกด้วยความเร็วสูง ซึ่งอนุภาคประจุไฟฟ้าที่ได้เดินทางเข้ามาในขั้วโลกนี้จะถูกเร่งความเร็วขึ้นไปอีกด้วยสนามไฟฟ้าขนาดใหญ่ (ที่มีลักษณะเป็นแผ่นเหนือชั้นบรรยากาศโลก) ทำให้เมื่อเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้านั้นเข้าพุ่งชนพร้อมส่งพลังงานให้กับอะตอมต่าง ๆ ของโลก (อย่างออกซีเจน และไนโตรเจน) ส่งผลให้อะตอมเหล่านี้อยู่ในสภาวะพลังงานสูง  และต้องปลดปล่อยพลังงานนั้นออกมาในรูปแบบ แสง เช่น อะตอมออกซิเจนจะปล่อยแสงสีเขียว และสีแดง ในขณะที่ไนโตรเจนปล่อยแสงสีฟ้าและสีแดงเข้ม เป็นต้น ทั้งนี้ปรากฎการณ์แสงเหนือสามารถเกิดขึ้นเหนือพื้นโลกประมาณ 80 – 500 กม.

 

Where & When to Watch Northern Lights

 แน่นอนว่ายิ่งขึ้นขั้วโลกเหนือไปมากเท่าไรก็ยิ่งมีโอกาศได้รับชมแสงเหนือมากขึ้น แต่นั้นไม่ถูกต้องสะทีเดียว เพราะความเป็นจริงแล้วนั้น ปรากฎการณ์แสงเหนือนั้นจะมีโอกาศปรากฎขึ้นตามค่าพายุแม่เหล็ก KP ในพื้นที่ โดยวัดได้จาก 0 – 9 ซึ่งยิ่งขึ้นเหนือ ค่า KP ที่ต้องวัดได้เพื่อให้รับชมแสงเหนือได้ก็น้อยลงไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น เราวัดค่า KP ได้ เท่ากับหรือน้อยกว่า 7 เราก็มีโอกาศที่จะรับชมแสงเหนือ ณ ประเทศอังกฤษได้ แต่หากเราวัดค่า KP ได้ เท่ากับหรือน้อยกว่า 5 เราจะไม่สามารถรับชมแสงเหนือ ในอังกฤษ ได้ แต่สามารถรับชมได้ในนอร์เวย์ ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ นั้นเอง โดยภาพจาก “NOAA” ข้างล่างนี้จะทำให้เข้าใจในคอนเซปต์ดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

ด้วยเหตุนี้ เมื่อนำมารวมกับบรรยากาศการท่องเที่ยวต่าง ๆ ด้วยแล้ว พื้นที่ที่ดีที่สุดในการรับชมแสงเหนือ จึงได้แก่ ประเทศ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ ฟินแลนด์ สวีเดน อลาสก้า และแคนาดา ทั้งนี้เราได้รวบรวมเมืองที่ดีที่สุดในการรับชมแสงเหนือ ไว้ให้ท่านแล้ว ดังนี้

  • Tromso : ดังที่สุดในนอร์เวย์สำหรับการรับชมแสงเหนือ ภายในเมืองมีโปรแกรมตามล่าแสงเหนือมากมายให้ท่านได้เลือกรับชม
  • Lofoten Islands : ให้คุณได้ชมแสงเหนือบนทัศนียภาพที่เหนือคำบรรยาย
  • Senja : ให้คุณได้ชมแสงเหนือที่งดงามท่ามกลางเทือกเขาอลังการณ์ พร้อมสะท้อนแสงเหนือบนเหล่าฟยอร์ดของนอร์เวย์

ซึ่งช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับความมหัศจรรย์ของโลกนี้เริ่มตั้งแต่ ตุลาคม – มีนาคม เลยที่เดียว และนี้คือตัวอย่างปรากฏการณ์แสงเหนือในนอร์เวย์ในช่วงดังกล่าว

 

 

 

View this post on Instagram

 

A post shared by Global Gemz (@globalgemz) on

 

Northern Lights Forecast

ถึงแม้ว่าดวงจะเป็นส่วนหนึ่งทีสำคัญเป็นอย่างมากในการตามล่าแสงเหนือ แต่การคุ้นเคยกับเทคโนโลยี และอุปกรณ์ในการพยากรณ์ปรากฏการณ์แสงเหนือ ถือเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมากด้วยเช่นกัน (รวมถึงแอปพลิเคชันที่ใช้คาดการณ์เมฆ เพราะเมฆหนาจะบดบังแสงเหนือได้)  และนี้คือแอปพลิเคชัน กับเว็บไซต์อัพเดทอย่าง Real – Time บนระบบแผนที่ “Oval Prediction System”  ที่จะเพิ่มโอกาศให้กับคุณได้ออกไปตามล่าเสียเหนือไม่เสียเที่ยว และไม่ผิดหวัง

Space Weather Prediction Center : เว็บไซต์ทางการจาก NOAA ที่พยากรณ์อากาศ และความเป็นไปได้ที่จะได้รับชมแสงเหนือได้ พร้อมรับชม Aural Oval แบบ Real – Time ได้ เพียงแค่กดเพลย์เท่านั้น

Space Weather Live – Websiteเว็บไซต์นี้เปรียบเสมือนไบเบิ้ลสำหรับนักล่าแสงเหนือเลยก็ว่าได้ เพราะเว็บนี้ได้รวบรวมข้อมูลอย่างละเอียดไว้มากกว่า อย่างการแสดงค่า KP เป็นกราฟต่าง ๆ เลยทีเดียว

My Aurora Forecast : แอปพลิเคชั่นที่นักเดินทางโหวตให้ว่ามีออฟชั่นครบที่สุด ซึ่งจุดเด่นรวมไปถึงการแสดงค่า KP จนถึงความสามารถประมาณการโอกาศที่จะได้เจอแสงเหนือเป็น เปอร์เซนต์ ได้ด้วย

Northern Eye Aurora Forecast : ตัวแอปพลิเคชั่นมีการใช้งานเหมือนกับ My Aurora Forecast แต่มีระบบพิเศษขึ้นมาสองระบบ คือ ความสามารถตั้งค่าแจ้งเตือน และการกำหนดเจาะจงพื้นที่ที่เราต้องการตรวจสอบมากกว่าหนึ่งจุดได้

 

How to Photograph Northern Lights

 

Legends of Northern Lights

แน่นอนว่าแสงเหนือได้มีการปรากฏขึ้นมาเป็นเวลานานมากแล้ว ทำให้มีความเชื่อต่าง ๆ มากมายเกี่ยวกับแสงเหนือด้วยเช่นกัน และการท่องเที่ยวที่ดีนั้นควรมีเรื่องเล่าอยู่เสมอเพื่อเพิ่มอรรถรสของการท่องเที่ยวในแต่ละทริปให้มีความคลาสสิก ซึ่งการที่รู้ถึงตำนานของแสงเหนือจะทำให้การรับชมของคุณกับครอบครัว คู่รัก หรือเพื่อน มีความโรแมนติกเป็นอย่างมากเมื่อรับชมร่วมกัน และตำนานเหล่านั้นมีรายละเอียดดังนี้

  • ชาวกรีกโบราณ : ในอดีตคงมีเหตุการณ์ โซลาร์ ครั้งใหญ่ขึ้น ขนาดที่ทำให้ชาวกรีกโบราณสามารถรับชมแสงเหนือได้  กลายเป็นเหตุให้ชาวกรีกเชื่อว่าแสงเหนือนั้นคือ เทพ Aurora ผู้เป็นน้องสาวของ Helios และ Seline (เทพแห่งพระอาทิตย์ และพระจันทร์) เป็นคนออกวิ่งรถลากหลากสีของนางไปบนท้องฟ้าเพื่อแจ้งเตือนพี่ ๆ ของ ตน ถึง “วันใหม่”
  • ชาวญี่ปุ่น : ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าการมีทายาทร่วมกันภายใต้แสงเหนือนั้น จะทำให้ทายาทของตนหน้าตาดี เฉลียวฉลาด และโชคดีเป็นอย่างมาก
  • ชาวจีนโบราณ : แน่นอนว่าการที่ชาวจีนโบราณจะรับชมแสงเหนือได้นั้น ต้องเกิดเหตุการณ์โซลาร์ที่ใหญ่กว่าครั้งชาวกรีกโบราณ ที่มีโอกาศเกิดขึ้นน้อยมาก ๆ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วนั้นชาวจีนโบราณที่พบเห็นต่างก็เชื่อว่า เป็นมังกร และในบางพื้นที่ก็เชื่อว่าแสงเหนือนั้นแสดงถึงการต่อสู้ระหว่างความดีกับความชั่ว
  • ชาวนอรส์ (Norse) : ชาวนอร์ส เชื่อว่าแสงเหนือคือสะพานไบฟรอสต์ (Bifrost Bridge) ที่จะเปิดขึ้นเพื่อนำทางเหล่านักรบในสงครามได้ขึ้นไปพักผ่อนอย่างสุขสบายใน วัลฮาลล่า (Valhalla)
  • ชาวสวีเดน : ชาวสวีเดนเชื่อเสมอว่าการเห็นแสงเหนือเป็นรางดี ที่แจ้งให้ทราบถึงความอุดมสมบูรณ์ในการประมง และการเกษตร

 

รวบรวม และเรียบเรียงข้อมูล : Reign International Travel

ขอขอบคุณ : globalgemz, capturetheatlas

สนใจท่องเที่ยว ประเทศนอร์เวย์  >>> 📞 02-059-0400-3 

สนใจท่องเที่ยวประเทศนอร์เวย์ คลิ๊กชมตัวอย่าง >>> http://bit.ly/2GY4jIr

ท่องเที่ยวตามใจ ไปตามฝัน กับ เร้นจ์ อินเตอร์ฯ ทราเวล “ท่องเที่ยวกับเร้นจ์ฯ มั่นใจไม่ผิดหวัง”

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :

อ้างอิง :

ใครจะไปเชื่อว่า เยอรมนี นั้นก็สามารถเป็นประเทศแห่งความรักเหมือนเขาได้ เพราะเมื่อพูดถึงเยอรมนี แว๊บแรกก็คงนึกถึงรถยนต์ วิศวกรรม และอุตสาหกรรมกัน แต่อันที่จริงแล้วนั้น ลงไปทางตอนใต้ของเยอรมนีนี้เองที่ได้ซ่อนเทรนด์การท่องเที่ยวเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก มาตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1950 จนถือเป็นเส้นทาง “All Time Classic” ที่คู่รัก หรือครอบครัว ต้องมาให้ได้สักครั้งเลยที่เดียว

เส้นทาง “Romantic Road”

เส้นทางแห่งนี้ของเยอรมนีได้ถูกตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า “Romantic Road” และมีระยะทางยาวประมาณ 220 ไมล์ ที่ประกอบด้วยเมือง และ ปราสาทต่าง ๆ มากมาย ซึ่งไฮไลท์ของเส้นทางนี้ จะทำให้นักเดินทางได้สัมผัสกับความงดงามของสถาปัตยกรรมเยอรมนี และบรรยากาศที่เสมือนหลุดออกมาจากนิยาย “Fairy Tale” อย่าง ซินเดอเรล่า ให้ความโรแมนติกอย่างที่สุด จนนักเดินทางคู่รักหลายท่านต้องเผลอใช้เวลาไปมากมายในพื้นที่ต่าง ๆ ทำให้ผิดแผน และต้องปรับแผนการเดินทางกันบ้างอยู่ตลอดเวลา และนี้คือสถานที่/กิจกรรมที่ต้องไปสัมผัสให้ได้บนเส้นทางนี้

 

1.  สำนัก วูร์ซบวร์ก

(Würzburg Residence)

 

 

View this post on Instagram

 

A post shared by Marina (@maru_see_) on

เริ่มต้นเส้นทางบนถนนแห่งความรักนี้ด้วยการเยียมชม สำนักวูรซ์บวร์ (Würzburg Residence) ณ เมืองวูรซ์บวร์ก ที่ถูกสร้างขึ้นมาใน ศตวรรษที่ 18 และเป็นหนึ่งในพระราชวังบาโรค (Baroque Palace) ที่สำคัญของเยอรมนี และตรงจุดนี้เองที่ทำให้สถานที่แห่งนี้วิเศษ จนทำให้หลายต่อหลายคนมักมาถ่ายพรีเวดดิ้ง หรือเก็บภาพโรแมนติกตามจุดต่าง ๆ ในสวน และภายในตัวสำนัก ฯ (ที่มีภาพวาด โดยจิตรกรชื่อดัง Giovanni Battista Tepolo วาดอยู่บนเพดาน) อีกด้วย 

 

2.  ชิมไวน์สไตล์บาวาเรียน

(Bavarian Wine Tasting)

ขอให้ท่านได้ลองจินตนาการ วาดฝันถึงช่วงเวลาที่เราได้นั่งอยู่กับครอบครัว ท่ามกลางบรรยากาศที่สุดคลาสสิก และโรแมนติกที่สุดสักประมาณ 1 นาที ก่อนออกเดินทางไปร่วม กิจกรรม ณ โรงกลั่นไวน์บนเส้นทางแห่งนี้ เพราะโรงกลั่นไวน์ต่าง ๆ บนเส้นทางนี้จะทำให้ฝันของคุณอันนั้นเป็นจริง เพราะนอกจากไวน์รสเลิศแล้ว โรงกลั่นไวน์บนเส้นทางนี้ ยังตั้งอยู่บนสถานที่ที่ทัศนียภาพงดงาม และภัตตาคารบรรยากาศสุดคลาสสิก เหมาะสำหรับทั้งการเดินทางไปแบบครอบครัว หรือส่วนตัวกับคนรักอย่างที่คุณได้วาดฝันไว้ (และนี้คือไวน์ที่ท่านห้ามพลาด : ilvaner, Riesling, Müller-Thurgau and Pinot Blanc)

 

3.  โรเทนเบิร์ก : เมืองแห่งนิยาย

(Rothenburg: the Fairy Tale Town)

 

 

View this post on Instagram

 

A post shared by Guia de Viagem | Viajar Melhor (@guiaviajarmelhor) on

เมืองโรเทนเบิร์ก คือเมืองเก่าธีมยุคกลางที่คลาสสิกเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ด้วยเพราะตัวเมืองให้บรรยากาศที่เหมือนกับหลุดออกมาจากเทพนิยายเลยจริง ๆ จนขนาดที่ดิสนีย์ ใช้เมืองแห่งนี้เป็นต้นแบบในเมืองต่าง ๆ ในเรื่อง “Pinocchio” ทั้งนี้เมืองยังมีกิจกรรมทัวร์เมืองไปกับ “Night Watchman” ผู้เฝ้าดูแลเมืองแห่งนี้มาตั้งยุคกลาง และกำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก เพราะผู้เฝ้าเมืองแห่งนี้มักพาเดินไปจุดที่เป็นไฮไลท์ห้ามพลาดของเมืองนั้นเอง

 

4.  ค้างคืนที่เมืองยุคกลาง นอร์ดลิงเก้น

(Spend a night in Nördlingen)

 

 

View this post on Instagram

 

A post shared by 🌎 Travel Mum Blogger (@ociokids) on

แน่นอนว่าบนเส้นทางนี้มีที่พักเมืองยุคกลางมากมายให้ท่านได้เลือก แต่ถ้าคุณต้องการพักผ่อนแหวกแนว และมีเอกลักษณ์แล้วละก็ ให้คุณเลือกพักผ่อนที่เมืองนอร์ดลิงเก้น เพราะเมืองแห่งนี้ตั้งอยู่ในแอ่งรายส์ (Ries Basin) ที่เกิดจากดาวตกเมื่อ 15 ล้านปีก่อน อีกทั้งทัศนียภาพเมืองจากด้านบนยังได้ถูกนำไปใช้ในหนังเรื่อง “Willy Wonka and the Chocolate Factory” (1970) ในตอนท้ายอีกด้วย

 

5.  ชมโถงทองคำที่ เอ้าท์สบวร์ก

(Augsburg’s Goldener Saal)

ออกเดินทางไปต่อบนเส้นทางนี้ จนมาถึงเอ้าท์สบวร์ก เมืองที่เป็นที่ตั้งของห้องโถงทองคำ ห้องอันวิจิตรที่เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความมั่งคั่งของชนชั้นกลางในช่วง ปี
ค.ศ.1615-1620 ซึ่งภายในห้องนั้นเหลืองอร่ามไปด้วยทอง และเด่นที่สุดคือเพดานข้างบนที่เป็นภาพวาดเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของเมือง ทั้งนี้ยังสามารถไปเยี่ยมชมสวนสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในเยอรมนีได้ภายในเมืองนี้อีกด้วย (คลิ๊ก ชมตัวอย่าง >>> https://www.instagram.com/p/BzYfAbjo9gg/?utm_source=ig_web_copy_link)

 

6.  ปราสาท นอยส์วานสไตน์

(Neuschwanstein Castle)

 

 

View this post on Instagram

 

A post shared by DFDS UK (@dfdsuk) on

พร้อมปิดเส้นทางด้วยภาพปราสาทที่ทำให้เห็นแล้วรู้สึกคุ้น ๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหนสักแห่ง ? นั้นเพราะปราสาทนอยส์วานสไตน์ แห่งนี้เป็นแรงบันดาลใจในภาพยนตร์เรื่อง “Sleeping Beauty” ของดิสนีย์นั้นเอง อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความโรแมนติกของโลกอีกด้วย  ซึ่งไม่เป็นที่น่าแปลกใจ เพราะ กษัตริย์ ลุดวิก ที่ สอง (King Ludwig II) ได้ทรงวางแผนสร้างปราสาทแห่งนี้ขึ้นมาด้วยตนเอง โดยได้รับความช่วยเหลือจากนักออกแบบละครเวที มากกว่าที่จะเป็นสถาปนิกนั้นเอง

รวบรวม และเรียบเรียงข้อมูล : Reign International Travel

ขอขอบคุณ : maru_see_ , guiaviajarmelhor , ociokids ,dfdsuk

สนใจท่องเที่ยว ประเทศเยอรมนี  >>> 📞 02-059-0400-3 

สนใจท่องเที่ยวประเทศเยอรมนี คลิ๊กชมตัวอย่าง >>> http://bit.ly/2KiGNYH

ท่องเที่ยวตามใจ ไปตามฝัน กับ เร้นจ์ อินเตอร์ฯ ทราเวล “ท่องเที่ยวกับเร้นจ์ฯ มั่นใจไม่ผิดหวัง”
ทัวร์เอเชีย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :

อ้างอิง :

หากคุณกำลังวางแผนไปเที่ยวนอร์เวย์ โดยมุ่งหวังที่จะพักผ่อนท่ามกลางบรรยากาศที่เรียบหรู นุ่ม ๆ  “Norwegian Style” แต่ไม่รู้ว่าควรจะเริ่มไหนดี และพักที่ไหนดี คุณมาถูกที่แล้ว เพราะเร้นจ์ อินเตอร์เนชั่นแนล แทรเวล ได้ออกเดินทางไปสำรวจเปิดเส้นทางนอร์เวย์ พร้อมที่จะนำเสนอ รีสอร์ต “HAMN I SENJA” ที่มีห้องพักเรียบหรู ติดริมทะเล บรรยากาศคลาสสิกจริง รวมไปถึงน้ำในทะเลก็ใส และ กิจกรรมก็มีเยอะมากมาย ซึ่งเร้นจ์ หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ท่านได้สัมผัสด้วยตนเอง โดยรีสอร์ต ฯ มีรายละเอียด และกิจกรรมรอบ ๆ ดังที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้

อพาร์ทเม้นต์

(Accommodations in Apartments)

(กดรูปเพื่อชมตัวอย่างห้องพัก)

สถานที่พักอันเป็นเอกลักษณ์พิเศษของ Hamn I Senja ที่ได้รับการสร้างขึ้นมาใหม่ในปี 2008 แห่งนี้ ประกอบด้วย ห้องนอน 2 – 3 ห้องนอนภายในหนึ่งอาคาร พร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกมอเดิร์นคุณภาพสูงต่าง ๆ รวมกับห้องนั่งเล่นที่ใหญ่สบาย (ประมาณ 65 – 70 ตร.ม. ) ด้วยแล้ว อพาร์ตเม้นต์เหล่านี้จะทำให้คุณได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ และเอิบอิ่มไปกับบรรยากาศอันเรียบหรู ริมทะเล ณ Hamn I Senja แน่นอน

 

บ้านพัก ฮามน์ พาโนราม่า

(Hamn Panorama)

(กดรูปเพื่อชมห้องนอน และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ภายในบ้านพักจาก  Google Drive)

บ้านพักสำหรับนักเดินทางที่ต้องการความเป็นส่วนตัวอย่าง VIP ที่พร้อมจะมอบประสบการณ์มิติใหม่ในการพักผ่อนภายใต้คอนเซปต์ “Norwegian Exclusive” ให้คุณได้สัมผัสกับการพักผ่อนริมระเบียงที่หันออกไปสู่ฟยอร์ด และเทือกเขาอันงดงาม (และหากโชคดี จะได้เห็นวาฬเล่นน้ำภายในฟยอร์ดจากระเบียงนี้) รวมไปถึงห้องนอน ห้องน้ำ และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ก็ได้ถูกคัดเกรดให้มีมาตรฐานสูง งดงามตามสถาปัตยกรรมสไตล์บ้านชาวประมงนอร์วีเจียน แบบสงบ เรียบหรู ดังนั้นแล้วตลอดเวลาที่คุณเข้าพักภายในบ้านพักแห่งนี้ คุณถูกปกคลุมไปด้วยบรรยากาศสุดโรแมนติค และคลาสสิกสุด ๆ แน่นอน

ทุงเนเซ็ท

(Tungneset) 

(กดรูปเพื่อชมสถานที่ ทุงเนเซ็ท จากอินสตาแกรม #tungneset)

หากคุณเป็นคนชอบเทรนด์สถานที่ท่องเที่ยวแปลกใหม่แล้วละก็ ทุงเนเซ็ท (Tungneset) คือคำตอบของคุณ เพราะเหมือนกับเพชรในตม สถานที่แห่งนี้เป็นเพียงจุดพักที่ให้คุณสามารถเดินไปตามชายฝั่งตะวันออกของเกาะเซนญา แต่เอกลักษณ์ที่ทำให้นักเดินทางประทับใจ ตามกันไปจนเป็นเทรนด์ขึ้นมานั้น เป็นเพราะในปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ได้ถูกยกให้เป็นจุดชมทัศนียภาพอันดับท๊อปของนอร์เวย์ไปแล้ว ด้วยเพราะ ณ จุดนี้คุณจะได้สัมผัสกับภาพสะท้อนของเทือกเขาเซย์กลา ที่มีความสวยสดงดงามเหนือคำบรรยายเป็นอย่างมาก

 

เบอร์สบอทน์

(Bergsbotn) 

(กดรูปเพื่อชม ชมสถานที่ เบอร์สบอทน์ จากอินสตาแกรม #bergsbotn)

อีกหนึ่งจุดชมทัศนียภาพที่กำลังเป็นเทรนด์ห้ามพลาด เมื่อมาพักที่ Hamn I Senja ด้วยเพราะนอกจากจะมีวิวฟยอร์ดที่งดงามแล้ว แต่ตัวจุดชมทัศนียภาพเองก็มีเอกลักษณ์ที่พิเศษของตัวเองเช่นกัน ทำให้นักเดินทางที่ชอบถ่ายรูปได้สามารถพลิกแพลงถ่ายภาพได้ในมุมที่หลากหลายมากขึ้น มีความแหวกแนวในแต่ละรูป และที่สำคัญคือพื้นหลังที่เป็นฟยอร์ดธรรมชาติที่งดงามในทุกฤดู

 

ประภาคาร

(The Lighthouse)

(กดรูปเพื่อชมตัวอย่างภายในประภาคาร 360°)

สถานที่ที่เหมาะกับการพบป่ะเพื่อนฟูง นั่งคุยกัน อย่างชิลล์ เพราะ ไม่ว่าคุณจะพักผ่อนภายใน หรือภายนอกของประภาคาร คุณก็จะได้รับรู้ถึงบรรยากาศที่คลาสสิก และโรแมนติกแบบนุ่ม ๆ ไป พร้อมกัน ทั้งนี้ประภาคารของ “Hamn I Senja” เองยังเป็นสถานที่ชมพระอาทิตย์กลางคืน และแสงเหนือที่งดงามอีกด้วย

 

กิจกรรม “Kayak”

(Kayaking)

(กดรูปเพื่อชม ฟยอร์ดในการคายัค จากอินสตาแกรม @hamnisenja)

Hamn I Senja อาจจะถือเป็นหนึ่งในสวรรค์ของนักเดินทางที่รักในกิจกรรมภายเรือคายัคเลยก็ว่าได้ ด้วยเพราะเมื่อภายเรือไปในฟยอร์ดนอก Hamn I Senja แล้ว นักเดินทางจะถูกห้อมล้อมด้วยเทือกเขาที่โอ่อ่า น้ำทะเลที่ใสเขียวมรกตไปตามหาดทรายขาวรอบ ๆ เกาะ และในเวลา และสถานที่อันเหมาะเจาะ นักเดินทางจะพบตัวเองอยู่บนภาพสะท้อนธรรมชาติที่งดงาม และยิ่งเมื่อได้ชมพระอาทิตย์เที่ยงคืนด้วยแล้ว ยิ่งต้องไปสัมผัสให้ได้ด้วยตัวเองอย่างยิ่ง

Hamn I Senja Teaser Trailer

 

รวบรวม และเรียบเรียงข้อมูล : Reign International Travel

สนใจท่องเที่ยว ประเทศนอร์เวย์  >>> 📞 02-059-0400-3 

สนใจท่องเที่ยวประเทศนอร์เวย์ คลิ๊กชมตัวอย่าง >>> http://bit.ly/2SxzAqj

ท่องเที่ยวตามใจ ไปตามฝัน กับ เร้นจ์ อินเตอร์ฯ ทราเวล “ท่องเที่ยวกับเร้นจ์ฯ มั่นใจไม่ผิดหวัง”
ทัวร์เอเชีย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :

อ้างอิง :

ประเทศจีน เพียงแค่ได้อ่านชื่อก็สามารถทำให้อยากเก็บกระเป๋า เตรียมรองเท้าออกเดินทางแล้ว แต่เพราะประเทศจีนเป็นประเทศที่มีอาณาเขตที่กว้างใหญ่ไพศาล ยากต่อการวางแผนการเดินทางให้ครบอรรถรส ด้วยเหตุนี้ เร้นจ์ อินเตอร์เนชั่นแนล แทรเวล (Reign International Travel) จึงได้ออกไปศึกษาเส้นทางการเดินทางประเทศจีน พร้อมนำเสนอประเทศจีนภายใต้ธีม “Ancient Wonderland” กับเส้นทางเฉิงตู, ฉงชิ่ง ที่ให้ความรู้สึกแปลกใหม่ และปัจจุบันได้ผสมความมอเดิร์น พร้อมเอกลักษณ์พิเศษของตนรวมไว้ในแต่ละเมืองด้วย ทั้งนี้สถานที่ห้ามพลาดเป็นอันขาดในเมืองทั้งสอง มีรายละเอียดดังนี้

 

1. ความไจ่เซี่ยงจื่อ

(Kuan Zhai Alley, Chengdu)

ย่านเมืองเก่าอนุรักษ์ธีมสไตล์ราชวงศ์ฉิง อันสำคัญแห่งนี้เคยเป็นที่พำนักของเหล่าทหาร มากกว่า 3,000 นาย ในยุคราชวงค์ ฉิง (Qing Dynasty) ทั้งนี้ในปัจจุบันย่านแห่งนี้ได้ผันแปรเป็นย่านเมืองเก่าที่รวบรวม ตรอกควาน (Kuan Alley) ตรอกไจ่ (Zhai Alley) และตรอกจิง (Jing Alley) ไว้ด้วยกัน ทำให้ย่านควานไจ่เซี่ยงจื่อเป็นศูนย์กลางการค้าที่ปกคลุมไปด้วยกลิ่นอายความคลาสสิค และโรแมนติก เพราะไม่ว่าจะเป็น ร้านค้า ร้านกาแฟ โรงน้ำชา และวิลล่า ก็ถูกออกแบบให้อยู่ในธีมสไตล์ราชวงศ์ฉิง (Qing Dynasty) ทั้งนั้น แม้กระทั่งอาคาร Starbucks ภายในย่านนี้ก็ถูกออกแบบให้เข้ากับธีมเช่นเดียวกัน ดังนั้นย่านนี้จึงได้สร้างความประทับใจให้กับเหล่านักเดินทางมาแล้วมากมาย

 

2. เขาเอ๋อเหมยชาน

(Emeishan, Chengdu) 

เขาเอ๋อเหมยชาน หรือที่รู้จักไปทั่วโลกว่า ยอดเขาทองคำ (The Golden Summit) เป็นวัดทองคำบนเขาศักดิ์สิทธิ์ที่มีทั้งทัศนียภาพโดยรอบบนยอดเขาที่งดงามเป็นอย่างมาก และเมื่อรวมทัศนียภาพนั้นกับรูปปั้นทองคำ พระสมันตภัทรโพธิสัตว์ ไว้ด้วยแล้ว ยิ่งบรรยายเป็นคำพูดได้ยากเมื่อเห็นกับตาตัวเอง ที่สำคัญกว่านั้นคือความงามทางสถาปัตยกรรมของศรีษะ 10 หน้า ของรูปปั้น พระสมันตภัทรโพธิสัตว์ ที่แสดงถึงปณิธาณทั้ง 10 ประการของท่านด้วยแล้ว ชาวพุทธ และผู้มีความสนใจในศิลปะต้องไปเห็นให้ได้กับตาตัวเองเลยทีเดียว นอกจากนี้ชาวพื้นเมืองยังเชื่ออีกด้วยว่า พระสมันตภัทรโพธิสัตว์ ได้บำเพ็ญสมาธิบนยอดเขาแห่งนี้  ทำให้เหมาะกับการเดินทางมาเพื่อท่องเที่ยว พร้อมทำบุญไปในตัวด้วยเป็นอย่างมาก

 

3. ศูนย์วิจัย และเพาะพันธุ์หมีแพนด้า เฉิงตู

(Chengdu Research Base of Giant Panda Breeding)

(ภาพออกแบบ ศูนย์วิจัย และเพาะพันธุ์หมีแพนด้า โดยบจก. SASAKI)

ศูนย์วิจัยที่ได้รับการแต่งตั้ง โดย องค์กรการท่องเที่ยวของสหประชาชาติ (World Tourism Organization) ให้เป็นหนึ่งในรีสอร์ทการท่องเที่ยวอันดับต้น ๆ ของโลก อีกทั้งยังมีแพลนทุ่มงบรีโนเวทศูนย์วิจัย ฯ แห่งนี้อีกด้วย ซึ่ง บริษัท Sasaki เองก็ได้ปล่อยมาสเตอร์แพลนออกแล้วเมื่อต้นปี 2019 นี้เอง อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน ศูนย์วิจัย ฯ เองก็ได้จัดทำโปรแกรมทัวร์ที่ได้ผสมผสานความบันเทิง และความรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ และสามารถอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยตนเองได้ ที่สำคัญกว่านั้นคือการได้พบกับเหล่าหมีแพนด้าผู้น่ารัก ให้คุณได้สัมพัส พร้อมถ่ายรูปอย่างใกล้ชิดได้อีกด้วย

 

4. อุทยานแห่งชาติ หลุมฟ้า สะพานสวรรค์ อู่หลง

(Wulong Karst National Geology Park, Chongqing)

อุทยานสุดงดงามเหนือคำบรรยาย สมบัติอันล้ำค่าที่ธรรมชาติได้สรรสร้างขึ้นมาด้วยตนเองแห่งนี้ ถือเป็นความมหัศจรรย์ทางธรณีวิทยาเลยก็ว่าได้ เพราะบริเวณแห่งนี้เกิดขึ้นเองโดยการที่พื้นผิวโลกที่ได้ถูกน้ำใต้ดินกันกร่อนนั้นถูกยกตัวขึ้นมา ทำให้บางส่วนที่ถูกยกขึ้นมานั้นเป็นรูปทรงสะพาน และบางส่วนเป็นหลุมคาสต์ขนาดใหญ่ ก่อเป็นเอกลักษณ์สะพานสวรรค์นั้นเอง ซึ่งความงดงามของที่แห่งนี้นั้นได้ถูกบันทึกเป็นมรดกโลกรวมไว้ใน “South China Karst” โดย UNESCO ในปี 2007 สถานที่หนึ่งเดียวในโลกที่มีผืนคาสต์ที่กว้างใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ก่อนจะลงหุบเขาไปนั้นนักเดินทางสามารถชมความมหัศจรรย์ได้บนระเบียงแก้วอู่หลง (Wulong Glass Platform) เพื่อซึมซับบรรยากาศร่มรื่นของธรรมชาติให้เต็มอื่ม ก่อนเดินทางลงไปภายในหุบเขา สถานที่ซึ่งเป็นที่ตั้งของ โรงเตี๊ยมโบราณ เทียนฟู (Tianfu Post House) สถานที่ ๆ บรรกาศปกคลุมไปด้วยความคลาสสิก หลายล้อมด้วยความอลังการของธรรมชาติ อันเคยเป็นจุดพักแรมของเหล่านักเดินทางที่ผ่านกาลเวลามาให้คุณได้สัมผัสกับบรรยากาศแสนโรแมนติกนั้นเอง

 

5. ผาสลักหินแห่งด้าจู 

(Dazu Rock Carvings, Chongqing)

งานมรดกโลกที่ตั้งอยู่ ณ เมืองด้าจู แห่งนี้ ประกอบไปด้วยรูปปั้นหินประมาณ 50,000 รูป พร้อมด้วยอักษรจีนแกะสลักบนหินมากถึง 100,000 ตัว  ซึ่งทั้งหมดนี้นอกจากจะมีอายุเป็นพันปีแล้ว ยังสื่อถึงอิทธิพลของศาสนาพุทธ ลัทธิขงจื้อ และลัทธิเต๋า ในศตวรรษที่ 7 (7th Century AD.) โดยความงามของผลงานนี้ได้สร้างความประทับใจในหมู่นักเดินทางมาแล้วมากมาย คงเป็นเพราะเมื่อได้สัมผัสกับผลงานนี้จริง ๆ ด้วยตนเองแล้วนั้น เหล่านักเดินทางต่างก็รู้สึกว่าสวยงามกว่าในรูปเกินที่ตัวเองคาดหวังไว้

 

6. เจี่ยฟ้างเป่ย

(Jiafangbei Pedestrian Street, Chongqing)

 

ย่านดังสุดโมเดิร์นที่เป็นที่ตั้งของ “Chongqing Timesquare” และเป็นย่านที่หรูหราที่สุดในจีนตะวันตก ซึ่งเป็นสถานที่ที่ท่านต้องเดินทางมาให้ได้เมื่อท่านเดินทางมายังเมืองฉงชิ่ง โดยท่านจะได้รื่นรมย์ไปกับ การช้อปปิ้ง ถ่ายรูป พักผ่อน ท่ามกลางร้านค้าแบรนด์เนมดัง ภายในบรรยากาศทั้งหรู และโมเดิร์นสุด ๆ พร้อมจะทำให้การเดินในย่านแห่งนี้ของคุณสนุก และเรียบหรู แน่นอน ทั้งนี้

รวบรวม และเรียบเรียงข้อมูล : Reign International Travel

สนใจท่องเที่ยว ประเทศจีน >>> 📞 02-059-0400-3 

สนใจท่องเที่ยวประเทศจีน คลิ๊กชมตัวอย่าง >>> http://bit.ly/2SrplUg

ท่องเที่ยวตามใจ ไปตามฝัน กับ เร้นจ์ อินเตอร์ฯ ทราเวล “ท่องเที่ยวกับเร้นจ์ฯ มั่นใจไม่ผิดหวัง”
ทัวร์เอเชีย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :

อ้างอิง :

หากท่านเป็นนักเดินทางที่รัก และมุ่งหวังที่จะพักผ่อนอย่างเรียบหรู สงบ รื่นรมย์ ท่ามกลางทัศนีย์สภาพบรรยากาศอลังการเหนือความคาดหมายแล้วละก็  “นอร์เวย์”  คือฝันที่คุณตามหาอยู่ ด้วยเพราะ ณ แดนแห่งอาทิตย์เที่ยงคืนแห่งนี้คุณจะได้สัมพัสกับธรรมชาติ อย่าง ฟยอร์ดต่าง ๆ ที่มีหุบเขารายล้อม รวมไปถึงเหล่าธารน้ำแข็ง (Glaciers) ที่ปกคลุมหุบเขาเหล่านั้น ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ทำให้นอร์เวย์เป็นประเทศที่งดงาม และมีเอกลักษณ์ที่พิเศษ ขนาดที่ทำให้นักเดินทางที่ได้มาแล้ว ต้องบอกต่อ ๆ กันอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้เราจึงได้รวบรวมข้อมูลกิจกรรม และสถานที่ต่าง ๆ ที่คุณห้ามพลาดเมื่อเดินทางถึงนอร์เวย์ ไว้ให้คุณแล้วดังต่อไปนี้

 

1. เมืองเคอร์คีเนส (Kirkenes) 

WHY : 

เหนือขึ้นไปของประเทศนอร์เวย์ บริเวณชายแดนรัสเซีย คุณจะได้พบกับเมืองเล็ก เคอร์คีเนส (Kierkenes) เมืองหลวงแดนบาร์เร้นท์ (Barents Region) ที่พร้อมจะทำให้ประสบการณ์ของคุณในนอร์เวย์ทั้งสนุกกับกิจกรรมต่าง ๆ และอิ่มหนำสำราญไปกับอาหารที่เป็นที่โด่งดังในบ้านเรา และเป็นที่โปรดปรานเป็นอย่างมากสำหรับคนชอบทานปู ซึ่งทั้งหมดมีรายละเอียดดังนี้

  • โรงแรมหิมะ เคอร์คีเนส (Kirkenes Snow Hotel) โรงแรมแห่งนี้มีเอกลักษณ์พิเศษอยู่ที่การก่อสร้างของบริเวณโรงแรมหิมะ ที่ต้องมีการก่อสร้างใหม่เสมอในทุก ๆ ปี ก่อให้เกิดสถาปัตยกรรมใหม่ ๆ ในการสร้าง หรือประดิษฐ์ ปติมากรรมน้ำแข็งใหม่ ๆ อยู่เสมอ โดยทั้งหมดนี้โรงแรมได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเพื่อเก็บภาพบรรยากาศได้อีกด้วย
  • ซาฟารีปูยักษ์ (King Crab Safari) สถานที่ห้ามพลาดเป็นอันขาดสำหรับนักท่องเที่ยวตัวจริง เพราะ ณ กิจกรรมนี้คุณจะได้ประสบกับกิจกรรมแบบ All-in-One เลยที่เดียว (จัดโดย Kirkenes Snow Hotel) เริ่มตั้งแต่ การขับขี่สโนว์โมบิล การนั่งรถเลื่อน หรือ “sledge” เพื่อเดินทาง และปิดท้ายด้วยกิจกรรมที่เด็ดสุดคือการจับปูยักษ์ โดยกิจกรรมนี้คุณจะได้เริ่มตั้งแต่การจับ เตรียม ปรุง กิน ซึ่งการจับปูนี้คุณไม่ต้องกังวลว่าจะพลาดจับไม่ได้ เพราะกิจกรรมนี้จัดอยู่ภายในอาร์กติก ฟยอร์ด ที่อุดมด้วยปูยักษ์ดังกล่าว ทำให้เป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะจับปูไม่ได้ ดังนั้นแล้วสำหรับคนที่ชอบทานปูจริง ๆ ต้องห้ามพลาดกิจกรรมนี้ และห้ามลืมนำน้ำจิ้มซีฟู้ดสูตรพิเศษของตนไปด้วยเป็นอันขาด  แล้วคุณจะได้ลิ้มรองความฟินในการรับประทานปูยักษ์ในแบบของคุณแน่นอน

WHEN :

  • ต้นเดือนธันวาคม – ปลายเมษายน : ในเวลาดังกล่าวนี้เป็นช่วงฤดูหนาวของเมือง และในเวลานี้คุณจะได้ประสบกับทุกกิจกรรมที่คุณวางแผนไว้ได้ครบมากที่สุดได้

 

2.เซนญ่า (Senja)

WHY : 

เซนญ่า เพชรในตม ของนอร์เวย์แห่งนี้ประกอบด้วยหุบเขาสูงชันที่ถลำลึกไกลออกไปจากชายฝั่ง เป็นหนึ่งในทัศนียภาพที่งดงามอย่างมาก เท่านั้นยังไม่พอ สำหรับนักเดินทางที่ชอบเดินเขาด้วยแล้ว ทัศนียภาพพระอาทิตย์เที่ยงคืนเมื่ออยู่บนยอดเขาเซกลานั้นถือเป็นวิวที่สุดเหนือคำบรรยายเลยทีเดียว ทั้งนี้ สถานที่เหล่านี้เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับการไปเก็บบันทึกภาพวิวสวย ๆ เป็นอย่างยิ่ง

  • จุดชมวิวเบอร์สบอทน์ (Bergsbotn Viewpoint) ณ จุดชมวิวท่านจะได้ชมทัศนียภาพของ “Bergsfjord” บริเวณที่เสมือนว่าท้องฟ้าลงมาแตะท้องทะเล ท่ามกลางหุบเขาที่งดงาม บรรยากาศโรแมนติก
  • จุดพัก “Tungeneset” ตั้งอยู่บริเวณจุดแบ่งแยก “Steinsfjord” และ “Ersfjord” จุดพักแห่งนี้ได้ก่อสร้างทางเดิน (Walkway) สถาปัตยกรรมไซบีเรีย เพื่อให้ท่านได้เดินชมทัศนียภาพริมทะเลไปเหนือโขดหินได้ โดย ณ ที่แห่งนี้เป็นจุดเก็บภาพในเวลาพระอาทิตย์ตก ที่งดงามมากที่หนึ่งอีกด้วย
  • หาด “Ersfjordstranda” หาดแห่งนี้ตั้งอยู่ภายใน “Ersfjord” ซึ่งตัวหาดมีเม็ดทรายขาวสวยงาม ล้อมรอบด้วยหุบเขาสูง และเมื่อนำมารวบกับบรรยากาศโรแมนติกของนอร์เวย์ด้วยแล้ว คุณจะรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่ในฉากหนังโรแมนติกฉากหนึ่งเลยทีเดียว
  • หอสังเกตุปรากฎการณ์ ออโรล่า บอเรียลลิส (Aurora Borealis Observatory) ณ หอสังเกตุการณ์แสงเหนือแห่งนี้ นักเดินทางจะสามารถชมแสงเหนือ หรือ ออโรล่า บอเรียลลิส ได้พร้อมกับเพื่อน และ ครอบครัวได้อย่างสงบ ภายในโดมแก้ว ที่จะทำให้คุณรู้สึกเหมือนกับชมแสงเหนือท่ามกลางธรรมชาติ แต่ในบรรยากาศสบาย ๆ
  • หุบเขาเซย์กลา (Segla) สถานที่อันพิเศษแห่งนี้เหมาะสำหรับนักเดินเขา เป็นอย่างยิ่ง โดยใช้เวลาประมาณ 3 – 4 ชั่วโมงเพื่อเดินถึงยอดเขา ซึ่งการเดินเขาที่นี้นั้นไม่ถือเป็นการเดินที่ไม่ยากมากนัก แต่ทั้งหมดคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่งเมื่อได้ชมพระอาทิตย์ตก หรืออาทิตย์เที่ยงคืนเหนือยอดเขาเซย์กลา

WHEN :

  • ต้นเดือนพฤษภาคม ถึง ปลายกรกฎาคม : เป็นช่วงฤดูร้อนที่เหมาะกับการชมพระอาทิตย์เที่ยงคืนที่สุด ทั้งนี้บรรยากาศของเซนญ่ายังเหมาะกับกิจกรรมต่าง ๆ อย่างเดินเขา ปั่นจักรยาน เป็นต้น
  • ปลายกันยายน ถึง ปลายมีนาคม : เหมาะสำหรับท่านที่ต้องการชมแสงเหนือให้ได้เป็นอย่างมาก เพราะในช่วงเดือนนี้เป็นช่วงโพลาร์ไนท์ (Polar Night) ที่ระยะกลางคืนมีเวลายาวนาน

 

3.หมู่เกาะโลโฟเทน (Lofoten Islands)

WHY : 

ความสวยงามของ โลโฟเทน (Lofoten) เป็นสิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ด้วยเพราะเกาะโลโฟเทนนั้นอุดมไปด้วยธรรมชาติสมบูรณ์บนทะเลนอร์วีเจียน (Norwegian Sea) และทัศนียภาพที่ตระการตาของเหล่า ฟยอร์ดกับหุบเขาที่ล้อมรอบไว้อย่างโออ่า ยิ่งกว่านั้นเมื่อรวมความอลังการเหล่านี้กับ แสงเหนือ และอาทิตย์เที่ยงคืนด้วยแล้ว เกาะแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในสวรรค์บนดินก็ว่าได้ ทั้งนี้สถานที่ห้ามพลาดในโลโฟเทนมีรายละเอียดดังนี้

  • สโวลวาร์ (Svolvaer) เมืองใหญ่ที่สุดของเกาะโลโฟเทน และตั้งอยู่ทางชายฝั่ง Austvågøy” แห่งนี้ คือจุดเริ่มต้นที่ดีอย่างมากในการท่องเที่ยวโลโฟเทน เพราะแม้บรรยากาศในเมืองจะสงบแล้ว แต่ท่าเรือของเมืองกลับมีสีสัน และมากมายด้วย คาเฟ่ บาร์ หรือภัตตาคาร ที่มีวิวงดงามตระการตาอย่างมาก ทั้งนี้ยังมีบริเวณที่รู้จักกันว่า “Magic Ice” ที่เล่าเรื่องของชีวิตบนเกาะโลโฟเทนผ่านงานปติมากรรมน้ำแข็ง โดยเปิดให้คุณเข้าชมได้ที่ ศูนย์จิตรกรรมนอร์วีเจียน (Norwegian Artist’s Centre)
  • ไรน์ (Reine) หมู่บ้านที่สวยที่สุดในนอร์เวย์แห่งนี้ เป็นที่โปรดปรานสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบถ่ายรูป และจิตรกรที่รักในการวาดรูปเป็นอย่างมาก ด้วยเมืองนั้นมีวิวฟยอร์ด และภูเขาที่งดงามเหนือคำบรรยาย ทั้งนี้ยังมีจุดชมน้ำวน “Moskenesstrømmen” ที่โด่งดัง และได้เป็นที่กล่าวถึงในประวัติศาสตร์ไว้มากมายอีกด้วย
  • หมู่บ้าน ออร์ (Å) ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ถนนทุกเส้นบนเกาะต้องมาจบที่ หมู่บ้านออร์แห่งนี้ ซึ่งนอกจากจะมีทัศนียภาพ และบรรยากาศที่งดงามแล้ว ที่นี้ยังเป็นจุดที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์หมู่บ้านชาวประมงอีกด้วย และที่ห้ามพลาดกว่านั้นคือน้ำสต็อกปลาคอด ที่ “Lofoten Stockfish Museum” สินค้าส่งออกประวัติกว่าพันปี และเป็นที่นิยมใช้ในการปรุงปลาบนเกาะโลโฟเทนด้วย

WHEN :

  • ต้นเดือนพฤษภาคม ถึง ปลายกรกฎาคม : เป็นช่วงฤดูร้อนของเกาะ ที่เหมาะกับการชมพระอาทิตย์เที่ยงคืนที่สุด และยังเป็นช่วงที่ทัศนียภาพของเกาะงดงามเหมาะกับการถ่ายรูปที่สุดอีกด้วย
  • ปลายตุลาคม ถึง ปลายมีนาคม : เหมาะสำหรับท่านที่ต้องการชมแสงเหนือให้ได้เป็นอย่างมาก เพราะในช่วงเดือนนี้เป็นช่วงโพลาร์ไนท์ (Polar Night) ที่ระยะกลางคืนมีเวลายาวนาน

รวบรวม และเรียบเรียงข้อมูล : Reign International Travel

สนใจท่องเที่ยว นอร์เวย์ เคอร์คีเนส โลโฟเทน เซนญ่า >>> 📞 02-059-0400-3 

สนใจท่องเที่ยวนอร์เวย์ คลิ๊กชมตัวอย่าง >>> ทัวร์ยุโรป : NORWAY LOFOTEN-SENJA 10 วัน (TG)

ท่องเที่ยวตามใจ ไปตามฝัน กับ เร้นจ์ อินเตอร์ฯ ทราเวล “ท่องเที่ยวกับเร้นจ์ฯ มั่นใจไม่ผิดหวัง”
ทัวร์ยุโรป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :

อ้างอิง

  • Meroona. (2019). Top 10 Most Beautiful Countries in Europe. Retrieved from https://travelaway.me/most-beautiful-countries-europe/
  • Arctic Adventures by the Russian Border. (n.d.). Retrieved from https://www.visitnorway.com/places-to-go/northern-norway/kirkenes-eastern-finnmark/
  • Senja. (n.d.). Retreived from https://www.nasjonaleturistveger.no/en/routes/senja
  • Discover Norway’s untamed islands. (n.d.). Retrieved from https://www.visitnorway.com/places-to-go/northern-norway/the-lofoten-islands/

คุณกำลังวางแผนเดินทางเที่ยวยุโรป แล้วหวังที่จะทำการช้อปปิ้งให้คุ้มค่ากับการเดินทางด้วยใช่รึไม่ ? และยังไม่ทราบว่าควรจะเดินทางช่วงไหนดี หรือประเทศไหนดีในยุโรปถึงจะได้สินค้าแบรนด์เนมในราคาสุดคุ้ม  ถ้าเช่นนั้นแล้วข้อมูลที่สำคัญที่สุดสำหรับการวางแผนของคุณได้ถูกรวบรวมไว้ที่นี้แล้ว โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดของการจัดงาน “Sales” ในยุโรปนั้นแบ่งออกเป็นสองช่วง คือ “Summer” และ “Winter” ซึ่งใน 2 ช่วงดังกล่าวนี้สินค้าแบรนด์เนมคุณภาพจะลดราคาค่อนข้างมาก ทำให้นักเดินทางต้องวางแผนซื้อสินค้าที่ตนอยากได้จริง ๆ ให้ดีอีกด้วย ด้วยเหตุนี้เพื่อให้การเดินทางของคุณมีประสิทธิภาพที่สุดเมื่อต้องแวะไปช้อปปิ้ง บล็อกนี้จึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับช่วงฤดูกาลเซลส์, ช่วงเวลา, และเมืองต่าง ๆ ในยุโรปที่ขึ้นคุณต้องไปช้อปให้ได้ไว้ให้คุณแล้ว ดังต่อไปนี้

 

ถนน อ็อกฟอร์ด (Oxford Street)

When

Summer Sales : ปลายมิถุนายน ถึงกลางกรกฎาคม

Winter Sales : ปลายธันวาคม ถึงกลางมกราคม

Why

ลอนดอนเป็นเมืองที่มีนักเดินทางมาเยอะเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก เพราะเป็นเมืองที่มีเขตการช้อปปิ้งเยอะ และสินค้าแฟชั่นก็มีหลากหลายแนวที่มีคุณภาพสูง ดังนั้นคุณจะได้พบกับแบรนด์ชั้นนำ และสินค้าออกแบบโดยดีไซนเนอร์ชั้นนำได้ที่เมืองแห่งนี้

Locations

  • ถนน บอนด์ (Bond Street) | ถนนที่ “Fashionista” ทุกคนต้องไป
  • ถนน อ็อกฟอร์ด (Oxford Street) | ร้านค้ามากกว่า 300 ร้าน และเป็นที่โด่งดังไปทั่วโลก พร้อมที่จะให้คุณเจอกับประสบการณ์ใหม่ในการช้อปปิ้ง
  • ตลาด คอนเว้นท์ การ์เด้น (Convent Garden Market) | สถานที่ที่จะให้คุณได้พบกับสินค้าแบรนด์เนมที่มีความเรียบหรู
  • ถนน คาร์นาบี้ (Carnaby Street) | ถนนแห่งนี้รายล้อมด้วยสถาปัตยกรรมอาคารที่งดงาม และมีร้านค้ามากมายที่จะทำให้การช้อปปิ้งของคุณตื่นตาตื่นใจ

 

อาฟว์นูว์ เด ช็อง เซลีเซ (Avenue des Champs Elysées)

When

Summer Sales : ปลายมิถุนายน ถึง ต้นสิงหาคม

Winter Sales : ต้น มกราคม ถึง กลางกุมภาพันธ์

Why

ปารีส เมืองหลวงของงานศิลปะการตัดเย็บชั้นสูง (Haute Couture) จุดศูนย์กลางของทุกสิ่งที่เกี่ยวกับแฟชั่น ที่แค่เฉพาะการช้อปปิ้งก็สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวหลายล้านให้เข้ามาใช้วันหยุดในเมืองหลวงแห่งนี้ได้แล้ว อีกทั้งยังเป็นบ้านของแบรนด์หรูต่าง ๆ รวมถึงคอลเล็คชั้นเครื่องประดับหรูอื่น ๆ อีกด้วย

Locations

  • อาฟว์นูว์ เด ช็อง เซลีเซ (Avenue des Champs Elysées) | อาฟว์นูว์ ฯ นี้นอกจากจะเป็นบ้านของแบรนด์เนมหรู อย่าง Louis Vuitton, Mont-Blanc, Guerlain เป็นต้น แต่ที่แห่งนี้ยังมีสีสรร และความหลากหลายที่พร้อมจะทำให้การช้อปปิ้งของคุณเป็นประสบการณ์ที่คุณไม่มีวันลืม
  • เลอ มาเรส์ (Le Marais) | ย่านแห่งนี้เป็นสถานที่สำหรับช้อปปิ้งเป็นอันดับต้น ๆ ของเมือง โดยเมืองเป็นแหล่งของสินค้าวินเทจ เสื้อโค๊ต และ รองเท้า
  • อาฟว์นูว์ เด เทอร์นส (Avenue des Ternes) | สวรรค์ของคนรักกระเป๋า และเสื้อผ้าแบรนด์หรู อีกทั้งอาฟว์นูว์ ฯ แห่งนี้เป็นย่านที่กำลังเป็นที่นิยมเป็นอย่างมากในหมู่นักช้อปปิ้ง

 

วีอา มอนเต้ นาโปเลียน (Via Monte Napoleone)

When

Summer Sales : ต้นกรกฎาคม ถึง กลางสิงหาคม

Winter Sales : ต้นมกราคม ถึง ต้นมีนาคม

Why

มิลาน หนึ่งในเมืองหลวงแห่งวงการแฟชั่น และแหล่งรวมตัวของดีไซนเนอร์ชื่อดัง เป็นเมืองที่มากมายด้วยร้านของเหล่าดีไซนเนอร์ และเอ้าต์เล็ท (Outlet) รวมทั้งยังเป็นบ้านของแบรนด์เนมงานศิลปะการตัดเย็บชั้นสูง (Haute Couture) อย่าง Armani, Prada, Versace, Roberto Cavalli อีกด้วย

Locations

  • วีอา มอนเต้ นาโปเลียน (Via Monte Napoleone) | ร้านค้าบูติก และร้านของเหล่าดีไซนเนอร์บนถนนแห่งนี้จะทำให้ประสบการณ์ในการช้อปปิ้งสินค้าแบรนด์หรูอย่าง Armani, Gucci, และ Prada เป็นการประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบ “Exclusive”
  • คอร์โซ วิตโตริโอ้ เอ็มมานูเอล II (Corso Vittorio Emanuele II) | ถนนแห่งนี้เป็นที่โด่งดังเป็นอย่างมากสำหรับสินค้าแบรนด์เนม และ เครื่องประดับบูติคต่าง ๆ

 

โคหล์มารค์ต (Kohlmarkt)

When

Summer Sales : กลางกรกฎาคม ถึง ปลายสิงหาคม

Winter Sales : ปลายธันวาคม ถึง ปลายมกราคม

Why

เวียนนาคือความฝันที่จะมาเติมเต็มความเป็น “Fashionista” ในตัวของนักเดินทางทุกคน และ ณ ที่แห่งนี้คุณจะได้พบกับร้านบูติคระดับสูง กับงาน”Haute Couture” ที่มีความหลากหลาย และมีเอกลักษณ์ ทำให้เวียนนาเป็นหนึ่งในสถานที่ต้องมาช้อปในยุโรป

Locations

  • โคหล์มารค์ต (Kohlmarkt) | ย่านช้อปปิ้งที่เป็นจุดรวมของเครื่องเพชร “High End”และโด่งดังที่สุดในดาวน์ทาวน์เวียนนา ซึ่งคุณจะได้พบกับแบรนด์เครื่องเพชรดัง อย่าง Wagner, Bucherer, Schullin, Cartier, Chopard, Tiffany และ Wellendorf ทำให้ที่แห่งนี้เป็นที่รู้จักในอีกชื่อว่า “Golden U”
  • มาเรียฮิลเฟอร์สตราวส์ (Mariahilferstrasse) | หนึ่งในย่านช้อปปิ้งหลักของเวียนนาที่รวบรวมสินค้าแบรนด์เนมไว้ รวมทั้งคาเฟ่ และภัตตาคาร ให้คุณได้แวะพักเหนื่อยจากการเดินช้อปปิ้ง

 

พีซี ฮูฟสตรัต (P.C. Hooftstraat)

When

Summer Sales : ทั้งเดือนกรกฎาคม

Winter Sales : ทั้งเดือนมกราคม

Why

ด้วยห้างสรรพสินค้าที่มากมายด้วยสินค้า Exclusive อัมสเตอร์ดัมแห่งนี้จะทำให้นักเดินทางต้องควักเงินออกมาช้อปปิ้งแน่นอน

Locations

  • ถนน คัลเวอร์สตรัต (Kalverstraat) | บนถนนแห่งนี้คุณจะได้พบกับร้านค้าระดับ Exclusive มากมาย อย่าง Paul Warmer, Filipa K, Shoebaloo และเอ้าต์เล็ต (Outlet) เช่น H&M, Zara, Esprit, Pull & Bear
  • พีซี ฮูฟสตรัต (P.C. Hooftstraat) | ถนนที่รวบรวมร้านแบรนด์หรูไว้ อย่าง Chanel, Louis Vuitton, DKNY
  • เดอ บีเอียนคอร์ฟ (De Bijenkorf) | สถานที่ที่รวบรวมร้านค้าแบรนด์ชั้นนำไว้ให้คุณ
  • เดอ เนเกน สตรัตเจส (De Negen Straatjes) | สำหรับผู้ที่มีความสนใจในงานศิลปะ เครื่องเพชร และสินค้าวินเทจ ย่านแห่งนี้คือที่ ๆ คุณตามหาอยู่

 

ห้างสรรพสินค้า คาเดวี (KaDeWe)

When

Summer Sales : ปลายกรกฎาคม ถึง ต้นสิงหาคม

Winter Sales : ปลายมกราคม ถึง ต้นกุมภาพันธ์

Why

เบอร์ลิน เมืองหลวง และสวรรค์ของนักช้อปปิ้งในเยอรมณี ณ เมืองแห่งนี้คุณจะได้พบกับศูนย์รวมของสินค้าแบรนด์หรู ยี่ห้อดัง และสินค้าคุณภาพราคาเป็นกันเองที่มากมายไปทุกทิศทาง

Locations

  • ห้างสรรพสินค้า คาเดวี (KaDeWe) | ห้างใหญ่โออ่าแห่งนี้คือศูนย์รวมของสินค้าแบรนด์เนมต่าง ๆ ผสมผสานกับสินค้าอื่น ๆ อีกมากมาย
  • แกลเลอรี่ ลาฟาเยต (Galaries Lafayette) | ห้างสรรพสินค้าที่รวบรวมสินค้าแบรนด์ชั้นนำไว้

 

ถนน ดร็อทนิงกาทัน (Drottninggatan)

When

Summer Sales : กรกฎาคม ถึง สิงหาคม

Winter Sales : ปลายธันวาคม ถึง ต้นมกราคม

Why

งานดีไซน์แบบ “clean lines” เรียบหรู ของชาวสแกนดิเนเวียเป็นที่โด่งดังไปทั่วโลก ซึ่งไม่เป็นที่น่าแปลกใจ เพราะที่แห่งนี้คือบ้านเกิดของ H&M และ IKEA ทำให้ที่แห่งนี้เป็นศูนย์รวมของสินค้าแฟชั่นที่มีความเรียบง่าย แต่เก๋ ให้คุณได้ช้อปมากมาย ดังนั้นหากคุณตั้งใจจะมาช้อปที่นี้แล้ว คุณควรเตรียมกระเป๋าเพิ่มไว้ต่างหากอีกด้วย

Locations

  • ถนน ดร็อทนิงกาทัน (Drottninggatan) | ราชินีแห่งถนนช้อปปิ้งแห่งนี้ได้รวบรวมร้านค้าแฟชั่นแบรนด์เนมไว้อย่าง H&M, Monki, Zara, Gina Tricot, Salt ไว้ให้คุณแล้ว อีกทั้งยังมีห้างสรรพสินค้า Ahléns ที่เป็นศูนย์รวมเครื่องสำอางค์สำหรับคุณผู้หญิงอีกด้วย
  • ไบบริโอเทคสแตน (Bibliotekstan) | ย่านแฟชั่นของสต็อคโฮล์ม ที่รวบรวมแบรนด์เนมดังอย่าง Filipa K, Tiger of Sweden, Prada, Louis Vuitton 
  • อีเกีย (IKEA) | เข้าเมืองตาหลี่ว ต้องหลิ่วตาตาม ดังนั้นเมื่อมาถึงบ้านเกิดแล้วก็ต้องเข้าไปชมต้นฉบับให้ได้เช่นกัน ซึ่งคุณจะได้พบกับ IKEA ที่ใหญ่ที่สุดในโลก พร้อมกับสินค้ามากมายกายกองให้คุณเลือก จนคุณเพลิดเพลินไปกับการช้อปจนลืมเวลาเลยก็เป็นได้

 

ถนน โคโลนากิ (Kolonaki Street)

When

Summer Sales : สิงหาคม ถึง กันยายน

Winter Sales : มกราคม ถึง กุมภาพันธ์

Why

ดาวน์ทาวน์เมืองเอเธนส์ คือสถานที่ที่นักช้อปปิ้งตัวจริงยังต้องหลงไหล เพราะเมืองแห่งนี้ได้รวบรวมย่านการค้าไว้หลากหลายรูปแบบไปทั่วเมือง ไม่ว่าจะเป็นตลาดนัด ห้างสรรพสินค้า ถนนการค้า สถานที่เหล่านี้จะทำให้การช้อปปิ้งของคุณไม่มีวันเบื่อ อีกทั้งตัวเมืองยังมากมายด้วยคาเฟ่ให้คุณได้หยุดพักจากการช้อปปิ้งอีกด้วย

Locations

  • พลาก้า (Plaka) | ย่านเก่าแก่ที่สุดในเอเธนส์แห่งนี้เป็นทั้งสถานที่ท่องเที่ยวและจุดช้อปปิ้ง ที่บรรยากาศอบอวลไปด้วยความคลาสสิก
  • ถนน เออร์มู (Ermou) | ถนนแห่งนี้เหมาะกับนักเดินทางที่กำลังมองหา เสื้อผ้า ผ้าต่าง ๆ และรองเท้าคุณภาพในราคากันเอง
  • ถนน โคโลนากิ (Kolonaki Street) | ย่านที่รวบรวมร้านค้าของเหล่าดีไซนเนอร์

 

 

รวบรวม และเรียบเรียงข้อมูล : Reign International Travel

สนใจท่องเที่ยวยุโรป คลิ๊ก >>> ทัวร์ยุโรป 

ท่องเที่ยวตามใจ ไปตามฝัน กับ เร้นจ์ อินเตอร์ฯ ทราเวล “ท่องเที่ยวกับเร้นจ์ฯ มั่นใจไม่ผิดหวัง”

ทัวร์ยุโรป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :

ถ้าหากคุณกำลังมองหาสถานที่ที่จะตกหลุมรัก และหลงไหลไปกับเสน่ห์ของมันแล้วละก็ ประเทศกรีซ คือคำตอบที่คุณตามหาอยู่ เพราะความโรแมนติก และความคลาสสิกตลอดกาลของประเทศจะอบอวลคุณไปด้วยบรรยากาศอารยธรรมโบราณ, หรือความงดงามตระการตาของเมืองต่าง ๆ ที่ฝังตัวอยู่กับธรรมชาติ จนทำให้คุณรู้สึกเหมือนตกอยู่ในมนต์สะกดให้ต้องอยู่ต่อจนไม่อยากให้วันเดินทางของคุณนั้นต้องสิ้นสุดลงเลย ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงการที่ในแต่ละเมืองยังมีอาหารที่เลิศรสที่ได้รับอิทธิพลจากอิตาลี และตุรกีให้คุณได้ไปลิ้มลอง หรือไวน์ให้ตามไปทดสอบรสชาติอย่างเรียบหรูอีกด้วย ดังนั้นเพื่อให้คุณสามารถวางแผนการเดินทางของคุณให้โรแมนติก และคลาสสิกแล้ว เราได้รวบรวมสถานที่ต่าง ๆ ที่คุณห้ามพลาดเป็นอันขาดไว้ให้แล้วดังนี้

1.เมทีโอร่า  (Meteora)

อาราม โฮลี่ ทรินิตี้ (Holy Trinity Monastery) บนหินในเมทิโอร่า

ลึกเข้าไปในแคว้นเทสสะลี (Thessaly) คุณจะได้พบกับหนึ่งในมรดกโลก เมทีโอร่า (Meteora) ซึ่งเป็นหินผาธรรมชาติหน้าผิวเรียบ ที่ตั้งเป็นแนวงดงามอย่างกับหลุดออกมาจากฉากหนังแฟนตาซี และสิ่งที่ทำให้สถานที่แห่งนี้เหมือนกับเทพนิยายก็คืออารามนิกายอีสเติร์นออร์โธด็อกซ์ (Eastern Orthodox Monasteries) ที่ตั้งอยู่บนหินเมทิโอร่านั้นเอง โดยการก่อสร้างนั้นได้ถูกคิดค้นโดย นักบวช “Athanasios Koinovitis” ผู้มีความประสบความสำเร็จในการก่อสร้างอาราม เมทีโอรอน (Meteoron Monastery) บนหิน เพื่อหลีกเลียงอิทธิพลทางการเมือง และให้พวกของตนมีอำนาจในการควบคุมการเข้าออกของอารามในยุคนั้น อย่างไรก็ตามในปัจจุบันอารามแห่งนี้ยังรู้จักในอีกชื่อว่า อาราม แห่งวาราม (Monastery of Varlaam) และกำลังเป็นที่นิยมในหมู่นักเดินทางที่ต้องการจะเก็บภาพของตนเองกับบรรยากาศที่เหมือนหลุดออกมาจากเทพนิยาย หรือหนังแฟนตาซีเป็นอย่างมาก ทั้งนี้การเดินทางมายังเมทีโอร่านั้นควรหาที่พักในเมือง “Kalambaka” หรือในหมู่บ้าน “Krastiki” เพื่อไว้ให้เป็นสำนักงานน้อย ๆ ของเราในการเดินทางมายังดินแดนแฟนตาซีแห่งนี้

2.เมืองเดลฟี (Delphi)

Tholos of Delphi

เมืองมรดกโลก เดลฟี เป็นหนึ่งในสถานที่ที่สำคัญทั้งในการท่องเที่ยว และการศึกษา เหมาะทั้งสำหรับนักเดินทาง และผู้ที่มีความสนใจในรัฐศาสตร์ (Political Science) ด้วยเช่นกัน เพราะเมืองแห่งนี้เป็นที่ตั้งของวิหารอพอลโลที่เป็นที่พำนักของเทพพยากรณ์แห่งเดลฟี หรือ ที่รู้กันอีกชื่อว่า “Pythia” ผู้ที่ทุกคนเชื่อว่าเป็นตัวแทนของอโพลโล (Apollo) บนโลก ทำให้เมืองโบราณแห่งนี้เคยเป็นสถานที่ที่ผู้นำทั่วโลกเดินทางมาเพื่อขอคำปรึกษาทางการเมือง และคำพยากรณ์ศักดิ์สิทธิ์ ด้วยเหตุนี้เมืองเดลฟีในปัจจุบันจึงมากมายด้วยสถาปัตยกรรมกรีกโบราณให้เข้าชม หรือหากต้องการช้อปปิ้งพักผ่อนอย่างสบาย ๆ ก็สามารถเข้าชมเมือง “Chrissó” ที่มีความโด่งดังในน้ำมันมะกอก (Olive Oil) เป็นอย่างมากเหมาะกับการซื้อเป็นของฝากเป็นอย่างยิ่ง

3.เมืองเอเธนส์  (Athens)

ระเบียงคาเรียอาทิด แห่งอีเรคเทียน (The Caryatid Porch of the Erechtheion)

เมืองเอเธนส์ทั้งเมืองแห่งนี้เหมาะเป็นอย่างมากสำหรับนักเดินทางที่ต้องการอาบตนเองอยู่ในบรรยากาศที่ปกคลุมไปด้วยความสวยงามของอารยธรรมกรีกโบราณ (Ancient Greek) เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหนในเมืองแห่งนี้ก็ยังมีกลิ่นอายความเก่าแก่ให้เห็นอยู่ทั่วทุกมุมเมือง ยกตัวอย่างเช่นจุดเด่นของเมือง วิหารพาร์เทน่อน (Parthenon) ที่ยังคงเฝ้าเมืองแห่งนี้อยู่บนอะโครโพลิสมาตั้งแต่ ปี 438 BC  (ในช่วงยุคทองของเมืองเอเธนส์) แต่ในปัจจุบันยังมีอีกหลายจุดในเมืองที่นักเดินทางต่างบอกกันปากต่อปากถึงความบันเทิง และความงาม อย่างแขวงพลาก้า (Plaka) วิหารโพไซดอนที่แหลมซูเนียน (Poseidon Temple at Sounion) และ ตลาดนัดโมนัสทีรากิ (Monastiraki Flea Market) เป็นต้น นอกจากนี้ภายในเมืองยังเป็นแหล่งรวมตัวของเหล่าเชฟดังหน้าใหม่ที่เข้ามาลงทุนเปิดภัตตาคารของตนเองในเมืองอีกด้วย ดังนั้นแล้วการเดินทางของคุณภายในเมืองแห่งนี้อาจจะเป็นการเดินทางที่คุณจะได้พบ พร้อมลิ้มลองฝีมืออาหารของเหล่าเซเลบในวงการอาหารโดยไม่รู้ตัวเลยก็เป็นได้

4.เกาะเอจิน่า (Aegina Island)

ท่าเรือเกาะเอจิน่า

สำหรับนักเดินทางที่ต้องการใช้เมืองเอเธนส์เป็นฐานในการเดินทาง แต่ยังอยากเห็นความงดงามของหมู่เกาะบนทะเลเอเจียนแล้ว เกาะเอจิน่า แห่งนี้คือสถานที่คุณตามหาอยู่ เพราะนอกจากตัวเมืองจะงดงามแล้ว บรรยากาศในเมืองบนเกาะยังไม่วุ่นวาย ทำให้เหมาะกับการเดินริมทะเลบรรยากาศสบาย ๆ แล้วเมื่อรู้สึกเหนื่อยก็สามารถแวะนั่งรับประทานอาหารซีฟู้ดสด ๆ ริมทะเลได้ที่ภัตตาคาร Miltos พอหายเหนื่อยแล้วก็สามารถไปเก็บภาพทัศนียภาพของเกาะบนเนินเขา “Koloni” แล้วลงมาหาซื้อถั่ว “พิสตาชีโอ” (Pistachio) ที่ขึ้นชื่อว่าอร่อยที่สุดในโลกได้ ซึ่งเกาะแห่งนี้ยังมีความโรแมนติกตอนพระอาทิตย์ตกเป็นอย่างมากอีกด้วย

5.ซานโตรินี (Santorini)

ประภาคาร ฟารอส (Faros Lighthouse)

ซานโตลินี (Santorini) เมืองซุเปอร์โมเดลของกรีซแห่งนี้ เป็นที่รู้จักไปทั่วทุกมุมโลก และเป็นที่โปรดปรานสำหรับฮันนี่มูน รวมไปถึงการเดินทางมายังเกาะแห่งนี้อาจจะปลุกความเป็นศิลปินของตนออกมา หรือสะกดคุณด้วยความสบาย หรูหรา จนคุณอยากจะอยู่ต่อเท่าที่จะอยู่ได้ ทั้งนี้ตัวเมืองยังมีทัศนียภาพพระอาทิตย์ตกที่ติดอันดับต้น ๆ ของโลกอีกด้วย ซึ่งหากคุณไปถ่ายรูปคู่ด้วยแล้วอาจจะถึงขั้นนำรูปของคุณมาใช้เป็นปกนิตยสารได้เลยทีเดียว ทั้งนี้จุดที่คนในพื้นที่มักแนะนำให้นักท่องเที่ยวต้องไปชมพระอาทิตย์ตกดินที่ ประภาคา ฟารอส (Faros Lighthouse) เพื่อให้ได้สัมพัส พร้อมเข้าถึงความหมายของคำว่า “Romantic”

 

รวบรวม และเรียบเรียงข้อมูล : Reign International Travel

สนใจท่องเที่ยวเมทิโอร่า >>> 📞 02-059-0400-3 

สนใจท่องเที่ยวกรีซ คลิ๊กชมตัวอย่าง >>> ทัวร์ยุโรป : เจาะลึกกรีซ ดินแดนแห่งเทพเจ้า 8 วัน (EY)

ท่องเที่ยวตามใจ ไปตามฝัน กับ เร้นจ์ อินเตอร์ฯ ทราเวล “ท่องเที่ยวกับเร้นจ์ฯ มั่นใจไม่ผิดหวัง”
ทัวร์ยุโรป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :

อ้างอิง :

  • Meteora. (n.d.). Retrieved from https://en.wikipedia.org/wiki/Meteora
  • Meteora travel. (n.d.). Retrieved from https://www.lonelyplanet.com/greece/meteora
  • Kalambaka travel. (n.d.). Retrieved from https://www.lonelyplanet.com/greece/kalambaka
  • Longwell, L. (2019). Traveling back in time on a Delphi day trip from Athens. Retrieved from https://traveladdicts.net/delphi-day-trip-from-athens-greece/
  • Top 10 things to do in Delphi. (2018). Retrieved from https://greeking.me/blog/escaping-athens/item/179-top-10-things-to-do-in-delphi
  • Iatrou, H. (2018). Everything to know about Athens. Retrieved from https://www.nationalgeographic.com/travel/destinations/europe/greece/athens/fast-facts/
  • Top 6 things to do in Aegina. (2018). Retrieved from https://theyogiwanderer.com/2016/02/16/aegina-greek-island/
  • Santorini 101 : This is why you should visit before you die. (2017). Retrieved from http://www.greece-is.com/santorini-101-visit-die/

หากคุณเป็นนักเดินทางที่ชอบการเดินทางชมเมืองเก่า ๆ บรรยากาศคลาสสิก แล้วละก็ คุณห้ามพลาดเป็นอันขาดกับเมืองวิสบี้ (Visby) แห่งนี้ เพราะเมืองแห่งนี้เป็นเมืองยุคกลางที่มีสภาพสมบูรณ์มากที่สุดในแถบสแกนดิเนเวีย และเป็นเมืองหลวงของเกาะก๊อตแลนด์  ที่ซึ่งธรรมชาติของเมือง ถนน กระท่อม  ร้านค้า และ วิหารโกธิค (Gothic) ต่าง ๆ ของเมืองนั้นมีความงดงามผสมผสานกันไว้อย่างลงตัว ทำให้ความงามของเมืองเสมือนกับถูกดึงออกมาจากหนังสือนิยายที่เราเคยอ่าน และในปัจจุบันความงามนี้ยังส่งผลให้นักเดินทางเข้ามาเที่ยวคอสเพลย์ สวมชุดยุคกลางต่าง ๆ รวมถึงชุดอัศวิน เพื่อซึมซับบรรยากาศให้สมจริงขณะที่เดินชมเมือง หรือนั่งรับประทานอาหารในภัตตาคาร รวมถึงการเข้าร่วมกับกิจกรรมต่าง ๆ ของเมืองอีกด้วย โดยการเยี่ยมชมเมืองอย่างครบรสนั้นต้องไปให้เห็นกับตาในสถานที่ต่าง ๆ ทั้งในเมืองวิสบี้ และบนเกาะก๊อตแลนด์ดังนี้

 

1.เมืองฮันเซียติกแห่งวิสบี้ (Hanseatic Town of Visby)

เมืองฮันเซียติกแห่งวิสบี้

เมื่อเดินทางมาถึงเมืองหลวงของเกาะก๊อตแลนด์แห่งนี้ แน่นอนว่าต้องมาเยี่ยมชมเขตที่สวยงามที่สุดของเมือง นั้นคือเขตเมืองฮันเซียติก สถานที่เคยเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของกลุ่มพันธมิตรฮันเซียติก (พันธมิตรสมาคมพ่อค้า และเมืองการค้าในยุโรปเหนือ และยุโรปกลาง) ด้วยเหตุนี้เมื่องแห่งนี้จึงมีกำแพงโบราณล้อมรอบ ซากปราสาท ถนน และอาคารสถาปัตยกรรมยุคกลางที่ยังคงสภาพสมบูรณ์งดงาม จนเมืองแห่งนี้ได้ถูกบันทึกขึ้นเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี 1995 ซึ่งภายในเมืองเองยังมีจัตุรัสคลาสสิก อย่าง จัตุรัส “Stora Torget” ที่รอบล้อมด้วยอาคาร ร้านค้า และร้านอาหารเก่าแก่ ที่ครึกครื้น และแฝงความมีเสน่ห์ไว้มากมายให้นักเดินทางได้หลงใหลเมืองแห่งนี้อีกด้วย

 

2.วิหารซังค์ตา มาเรีย เกิรก์ก้า แห่งวิสบี้ (Visby Sankta Maria Kyrka)

วิหารซังค์ตา มาเรีย เกิรก์ก้า

การเยี่ยมชมวิหาร หรือโบสถ์ ซังค์ตา มาเรีย เกิร์กก้า แห่งนี้ จะทำให้นักเดินทางเข้าใจถึงความเชื่อของคนในยุคกลางเป็นอย่างมาก เพราะตัวโบสถ์แห่งนี้มีความสมบูรณ์ของสถาปัยกรรมที่ถูกก่อสร้างโดยชุมชนชาวเยอรมันในเวลานั้น ซึ่งตัวโบสถ์ได้มีการต่อเติมทั้งในช่วงปี 1200 และในต้นปี 1400 และทัศนียภาพที่สวยงามของโบสถ์นั้นมักถูกถ่ายเก็บไว้จากมุมหลังเป็นอย่างมาก

 

3.กำแพงเมืองวิสบี้ (Visby City Wall)

กำแพงเมืองวิสบี้

สถาปัตยกรรมอีกแห่งที่ห้ามพลาดไปถ่ายรูปคู่ด้วยอีกแห่ง คือกำแพงเมืองวิสบี้ ที่รอบล้อม และปกป้องเมืองหลวงแห่งนี้ไว้มาหลายร้อยปี ซึ่งตัวกำแพงนั้นมีความสวยงาม แข็งแกร่ง ตั้งสง่าเป็นแนวยาวรอบเมือง และมีความสมบูรณ์จากการดูแลรักษาเป็นอย่างดี ทั้งนี้ตัวกำแพงยังมีการต่อเติมที่สำคัญในช่วงปี 1800 เพิ่อให้เหมาะสมกับการติดตั้งปืนใหญ่อีกด้วย โดยตัวกำแพงเองมีหลายจุดให้เดินชมมากมาย รวมถึงจุดที่แสดงถึงสถาปัตยกรรม และทัศนียภาพที่ตระการตาของกำแพงอีกด้วย

 

4.หมู่บ้านชาวประมงเก่าแก่ จยับวิค  (Old Fishing Village Djupvik)

หมู่บ้านชาวประมงจยับวิค ในบรรยากาสเงียบสงบ

ห่างออกจากเมืองวิสบี้ไปรอบ ๆ เกาะ คือหมู่บ้านชาวประมงเก่าแก่ อย่างหมู่บ้านจยับวิค (Djupvik) ซึ่งเป็นเมืองที่เหมาะกับนักเดินทางที่เบื่อหน่ายความวุ่นวายในเมือง และกำลังมองหาความเงียบสงบ เป็นอย่างมาก เพราะหมู่บ้านแห่งนี้จะทำให้ผู้มาเยือนได้รู้สึกผ่อนคลายไปเรื่อย ๆ กับทัศนียภาพ และบรรยากาศคลาสสิกอันสงบจนทำให้คุณลืมความวุ่นวาย  และชำระล้างความเครียดของคุณไปได้อย่างสิ้นเชิง ด้วยเหตุนี้หมู่บ้านเหล่านี้จึงมีความโด่งดังเป็นอย่างมากในหมู่นักเดินทางนานาชาติที่กำลังมองหาสถานที่ ที่เงียบสงบ เพื่อหนีจากชีวิตในเมืองเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามนักเดินทางยังสามารถเข้านั่งในภัตตาคารของหมู่บ้านได้ เพื่อนั่งดื่มด่ำไปกับธรรมชาติของหมู่บ้าน พร้อมนั่งจิบไวน์ไปด้วยได้ ดังนั้นแล้วหากนักเดินทางท่านใดได้ไปเยือนวิสบี้เมื่อไรก็ไม่ควรพลาดหมู่บ้านเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

 

5.หินดึกดำบรรพ์ (FOLHAMMAR)

หินดึกดำบรรพ์ (Folhammar)

เมื่อมายังวิสบี้ ทัศนียภาพของหินดึกดำบรรพ์ “Folhammar” ที่เรียงรายอยู่ทางตะวันออกของเกาะก๊อตแลนด์ เป็นอีกอย่างที่นักเดินทางต้องไปสัมพัสด้วยตนเองให้ได้เช่นกัน ซึ่งหินเหล่านี้ตั้งเรียงรายอยู่ในเขตสงวนธรรมชาติที่บรรยากาศเหมาะกับการปิกนิค และการเดินไปตามชายหาดที่หินเหล่านี้เรียงรายอยู่นั้นเอง ทั้งนี้หินดึกดำบรรพ์เหล่านี้เป็นหินปูนตั้งเป็นแท่น และกักเก็บฟอสซิลไว้ข้างในอีกด้วย ทำให้สถานที่แห่งนี้เหมาะกับการถ่ายรูปเป็นอย่างยิ่ง แค่ได้คิดว่าจะได้เดินริมชายหาด ถ่ายรูปไปด้วยกับทัศนียภาพที่ตระการตาของเหล่าหินพวกนี้ ก็ทำให้รู้สึกได้แล้วว่าภาพที่ออกมานั้นจะต้องมีความงดงามมากอย่างแน่นอน

 

6.โรงแรม แคร์เรียน วิสบี้ (Clarion Wisby Hotel)

โรงแรม “Clarion Wisby”

การท่องเที่ยวในแต่ละครั้งก็ต้องมีที่พักที่เราสามารถเข้าพักผ่อนได้อย่างสบายใจ และเข้าถึงสถานที่ท่องเที่ยวได้อย่างสะดวก เหมือนกับ โรงแรม แคร์เรียน วิสบี้ (Clarion Wisby Hotel) แห่งนี้ ที่ตั้งอยู่กลางใจเมืองวิสบี้ ซึ่งโรงแรมแห่งนี้เป็นที่พักแบบ “Full – Service” ที่มีห้องพักมากกว่า 200 ห้อง และยังเป็นโรงแรมที่มีสถาปัตยกรรมช่วงปี 1200 ทำให้ตัวโรงแรมมีความกลมกลืนกับตัวเมือง และมีความโรแมนติกในตัวของมันเอง นอกจากนี้ห้องสูท (Suites) ยังมีความหรูหรา สะดวกสบาย รวมไปถึงภัตตาคารที่เสริฟอาหาร และเครื่องดื่มหลากหลาย ยิ่งกว่านั้นยังมี สปา แบบยุคกลาง “Selma City Spa” ให้พักผ่อนจากการชมเมืองทั้งวันอีกด้วย จึงไม่น่าแปลกใจที่โรงแรมแห่งนี้เป็นโรงแรมที่เป็นที่แนะนำอย่างมากในหมู่นักเดินทาง และ ชาวเมืองนั้นเอง

 

รวบรวม และเรียบเรียงข้อมูล : Reign International Travel
สนใจท่องเที่ยวสวีเดน คลิ๊ก >>> ทัวร์ยุโรป : CROWN OF SWEDEN 10 วัน (TG)

ท่องเที่ยวตามใจ ไปตามฝัน กับ เร้นจ์ อินเตอร์ฯ ทราเวล “ท่องเที่ยวกับเร้นจ์ฯ มั่นใจไม่ผิดหวัง”
ทัวร์ยุโรป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :

อ้างอิง :

  •  Visby is a medieval delight. (n.d.). Retrieved from https://www.lonelyplanet.com/sweden/gotland/visby
  • Hanseatic Town of Visby. (n.d.) Retrieved from https://gotland.com/en/products/185105/149/
  • Hanseatic League. (n.d.). Retrieved from https://en.wikipedia.org/wiki/Hanseatic_League
  • Visby Cathedral. (n.d.). Retrieved from https://travelguide.michelin.com/europe/sweden/gotland-county/visby/cathedral
  • Visby City Wall. (n.d.). Retrieved from https://en.wikipedia.org/wiki/Visby_City_Wall
  • Wogan, J. (2018). A Guide to Gotland, a Rural Paradise off the Swedish Coast. Retrieved from https://www.nytimes.com/2018/03/12/t-magazine/travel/gotland-sweden-guide.html
  • Folhammar. (n.d.). Retrieved from https://sweden.nordicvisitor.com/travel-deals/self-drive-tours/gotland-in-a-holiday-cottage/122/#folhammar
  • Clarion Hotel® Wisby. (n.d.). Retrieved from https://www.nordicchoicehotels.com/hotels/sweden/visby/clarion-hotel-wisby/

เมื่อหลายศตวรรษที่ผ่านมา ตั้งแต่ตอนที่จิตรกรชื่อดัง อ็องรี มาติส (Henri Matisse) ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรงานจิตรกรรมจากความสวยงามของเกาะคอร์ซิก้าแห่งนี้ ตัวเกาะก็ได้เปลี่ยนผันตัวเองเป็นที่พักผ่อนที่มีระดับ และหรูหราเป็นอย่างมากมาหลายศตวรรษสำหรับนักเดินทาง เพราะนักเดินทางผู้ใดที่ได้มาเยือนเกาะแห่งนี้จะได้พักผ่อนไปกับน้ำทะเลใส หาดทรายขาว ภูเขาเขียวขจี และบรรยากาศคลาสสิคของหมู่บ้าน หรือชาเล่ต์ (Chalets) ต่าง ๆ บนเกาะ นอกเหนือจากนี้นักเดินทางยังสามารถเข้าถึงโรงแรมชั้นนำ ภัตตารคารระดับ Michelin ได้อย่างง่ายดาย  แต่แน่นอนว่าบนเกาะนั้นยังมีสถานที่หลายแห่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมากให้ได้เดินชมเพื่อซึมซับความหรูหราตลอดการเดินทางด้วยเช่นกัน

1.เมืองป้อมโบราณ โบนิฟาซิโอ (Bonifacio)

เมืองป้อมโบราณริมผา “Bonifacio”

เมืองป้อมโบราณ โบนิฟาซิโอ เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่นักเดินทางต้องมาที่นี้สักครั้งเมื่อมาเกาะคอร์ซิก้า เพราะความสวยงามของเมืองไม่สามารถบรรยายได้ด้วยคำพูดได้ชัดเจนมากนัก เพราะการมาที่แห่งนี้นั้นรวมถึงการได้เข้าชมทัศนียภาพของเมืองที่ตั้งเป็นแนวยาวอยู่บนริมผา พร้อมสัมพัสถึงบรรยากาศโรแมนติกของเมือง ขณะที่เดินไปตามตรอกซอกซอยของถนน “Rue des Deux Empereurs” ที่ล้อมรอบไปด้วยบ้านยุคกลางสีพาสเทล ซึ่งสิ่งเหล่านี้นั้นเมืองแห่งนี้มีไว้ให้นักเดินทางทุกท่านแล้ว

 

2. เมืองท่า ปอร์โต – เวจจิโอ้ (Porto-Veggio)

เมืองท่า “Porto-Veggio”

หลังจากที่ได้ดื่มด่ำไปกับความคลาสสิคของ โบนิฟาซิโอ แล้ว ก็ได้เวลาเดินทางไปแวะพักผ่อนย่อนใจได้ที่เมืองท่า “Porto – Veggio” แห่งนี้ เพราะเมืองแห่งนี้เป็นเมืองท่าที่งดงามอุดมด้วยธรรชาติ ทำให้บรรยากาศร่มรื่น เหมาะกับการพักผ่อน จิบไวน์ชั้นเลิศเป็นอย่างมาก ซึ่งตัวเมืองเองมีเขตเมืองเก่าที่ขึ้นชื่อในเรื่องของอาหาร คาเฟ่ กลางจัตรัสของเมือง หรือจะเลือกเข้าภัตตาคารหรูของโรงแรมริมทะเลก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก

 

3. เมืองหลวง อาจักชิโอ (Ajaccio)

เมืองหลวงของเกาะคอร์ซิก้าแห่งนี้มีประวัติที่ยาวนาน รวมทั้งเมืองยังอบอวลด้วยความคลาสสิกของเมืองเก่าที่กักเก็บประวัติศาสตร์อันสำคัญไว้มากมาย ซึ่งเมืองแห่งนี้มีหลายสถานที่ให้เดินมากมายจนอาจจะทำให้หลงได้ แต่นักเดินทางที่มาเมืองนี้จะพลาดไม่ได้เป็นอันขาดกับสถานที่ต่อไปนี้

3.1 บ้านเกิดจักรพรรดิ์นโปเลียนที่ 1 “Maison Bonaparte”

“Musée de la maison Bonaparte à Ajaccio”

ด้วยจักรพรรดิ์ นโปเลียน โบนาปาร์ต ได้ประสูติในเมือง อาจักซิโอ ในปี 1769 กับครอบครัวเชื้อสายขุนนางทัสคัน ทำให้ทุกวันนี้เมื่อเราเดินไปในถนนสายเล็กของเมืองเราอาจจะได้เจอกับบ้านเกิดของที่จักรพรรดิ์ฯ ก็เป็นได้ ซึ่งแน่นอนว่าปัจจุบันบ้านหลังนี้ได้กลายเป็นเป็นพิพิธภัณฑ์แบบเปิดไปแล้ว ชื่อว่า “Musée de la maison Bonaparte à Ajaccio” เพื่อให้นักเดินทางได้เข้าชมถึงความเป็นอยู่ของท่านในสมัยนั้น และเข้าถึงความเป็นอยู่ของท่านในวัยเด็ก

3.2 จัตุรัส “Place Foch”

รูปปั้นจักรพรรดิ์ นโปเลียน ที่ 1

ก่อนจะจบทริปภายในเมืองแห่งนี้ นักเดินทางควรแวะพักผ่อนที่จัตุรัสอันงดงาม “Place Foch” ก่อนกลับ เพราะที่แห่งนี้นอกจากจะมีน้ำพุหินแกรนิตที่งดงาม และรูปปั้นหินอ่อนของจักรพรรดิ์นโปเลียนในชุดคลุมโรมัน พร้อมสิงโต 4 ตัวทรงสง่าล้อมรอบไว้ 4 ทิศ สำหรับถ่ายรูปแล้ว ตัวจัตุรัสแห่งนี้ยังมีร้านค้าพื้นเมือง ภัตตาคาร คาเฟ่ ที่มีทั้ง แยม ชีส และไวน์ให้นักเดินทางได้ลิ้มลองมากมายหลายแบบอีกด้วย

รวบรวม และเรียบเรียงข้อมูล : Reign International Travel
สนใจท่องเที่ยวฝรั่งเศส คลิ๊ก >>> ทัวร์ยุโรป : ฝรั่งเศส (โบนิฟาซิโอ – อาจักชิโอ – มาร์กเซย – ปารีส)

ท่องเที่ยวตามใจ ไปตามฝัน กับ เร้นจ์ อินเตอร์ฯ ทราเวล “ท่องเที่ยวกับเร้นจ์ฯ มั่นใจไม่ผิดหวัง”
ทัวร์ยุโรป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :

อ้างอิง :

  • Travel Guide to Corsica. (n.d.). Retrieved from https://www.cntraveller.com/article/travel-guide-corsica
  • Mcmullen, M. R. (n.d.). Henri Matisse. Retrieved from https://www.britannica.com/biography/Henri-Matisse
  • Welcome to Bonifacio. (n.d.).  Retrieved from https://www.lonelyplanet.com/france/corsica/bonifacio
  • Maison Bonaparte. (n.d.). Retrieved from https://www.atlasobscura.com/places/maison-bonaparte

 

 

 

เกาะซาร์ดีเนีย อัญมณีแห่งเมดิเตอร์เรเนียน เกาะที่ผสมผสานความคลาสสิกของประวัติศาสตร์ ไว้กับการท่องเที่ยวแบบมอเดิร์นไว้ได้อย่างลงตัว และเป็นที่ยอมรับในแวดวงเซเลบ (Celebrities) ทั่วโลกให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีระดับ เพราะนอกจากจะมีทั้งชายหาดสีชมพู อย่าง “Spiaggia Rosa” แล้ว  ตัวเกาะยังประกอบด้วยเมืองต่าง ๆ ที่น่าสนใจ และบรรยากาศคลาสสิกทีจะยกระดับการพักผ่อนในแต่ละครั้งของนักเดินทางอีกด้วย เพราะฉะนั้นแล้วหากผู้ใดที่กำลังคิดจะหาที่พักผ่อนอย่างมีระดับแล้วไม่ควรอย่างยิ่งที่พลาดเกาะซาร์ดีเนีย และไฮไลท์ต่าง ๆ ของเกาะ ที่น่าสนใจพอ ๆ กับทะเลของเกาะ

 

1. เมืองหลวงคัลยารี (Cagliari) และวิหารแห่งซานตามาเรีย (Cathedral di Santa Maria)

ทัศนียภาพเขตคาสเตลโล (Castello) และวิหารซานตามาเรีย (Cathedral of Santa Maria) – คัลยารี

นอกจากทะเลใสแล้ว บนเกาะแห่งนี้ยังมีอีกหลายสถานที่ที่จะทำให้การเดินทางมาบนเกาะนี้เป็นที่น่าจดจำ โดยเริ่มต้นกันที่การชมเมืองหลวงคัลยารี และเขตคาสเตลโล (Castello) ที่ยังคงความคลาสสิกไว้จนถึงปัจจุบัน สาเหตุนั้นเพราะเขตแห่งนี้เคยเป็นที่พักอาศัยของเหล่าขุนนางอิตาลีในอดีต อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของพระราชวังหลวง “Piazza Palazzo” และวิหารซานตามาเรีย (Cathedral of Santa Maria di Castello) ที่เป็นทั้งสมบัติล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ ผู้ทำหน้าที่กักเก็บศิลปะยุค “Renaissance” ไว้มากมายอีกด้วย นอกจากนี้ในยังสามารถเดินลงมายังป้อมปราการแห่งเซนต์เรมี เพื่อเดินขึ้นไปสังเกตทัศนียภาพทั้งหมดของเมืองคัลยารีได้ บนดาดฟ้า “Umberto I” ของป้อม ที่มีความงดงามเป็นอย่างมากในช่วงเวลาพระอาทิตย์ตก จึงไม่น่าแปลกใจที่เมืองคัลยารีแห่งนี้จะยังคงความคลาสสิกไว้ได้จนถึงปัจจุบันนี้

 

2. เมืองบารูมินิ กับป้อมปราการ ซู นูรากี (Barumini & “Su Nuraxi”)

ทัศนียภาพมุมสูงของป้อม  “Su Nuraxi”

มรดกโลก “Su Nuraxi” เป็นสถานที่ที่ห้ามพลาดอย่างเด็ดขาดบนเกาะซาร์ดีเนียแห่งนี้ ด้วยเพราะป้อมปราการซู นูรากี นั้นเป็นสถาปัตยกรรมยุคสัมฤทธิ์ที่ยืนอยู่เป็นพัน ๆ ปี เพื่อให้เราได้ยลโฉมถึงศักยภาพความสามารถในการออกแบบ และก่อสร้างของมนุษย์ในยุคนั้น โดยป้อมปราการ ฯ แห่งนี้ได้ถูกออกแบบให้หมู่บ้านรอบ ๆ นั้นเป็นหนึ่งในมาตรการการป้องกันผู้บุกรุกที่มีความซับซ้อนยากต่อการเข้าโจมตีในยุคนั้น ทำให้สถานที่แห่งนี้ยังควรค่าแก่การเดินทางไปเที่ยวชมให้ได้เป็นอย่างมาก

 

3. พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ทาร์รอส (Tharros)

พิพิธภัณฑสถานกลางแจ้ง “Tharros”

พิพิธภัณฑสถานกลางแจ้ง ทาร์รอส (Tharros) แห่งนี้ จะทำให้คุณลืมภาพพิพิธภัณฑ์ที่เคยมีมาเลยก็ว่าได้ เพราะตัวพิพิธภัณฑสถานแห่งนี้เปิดให้บริการแบบกลางแจ้ง และยิ่งกว่านั้นคือการที่สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่บนแหลม ซินิส (Senis Peninsula) ในแคว้นคาบราส (Cabras) นั้น ทำให้สถานที่แห่งนี้มีทัศนียภาพล้อมรอบที่งดงาม เหมาะกับการเดินชมทัศนียภาพ และเมืองโบราณแบบสบาย ๆ พร้อมถ่ายรูปคู่กับบโบราณสถานต่าง ๆ ที่มีพื้นหลังเป็นทะเลจรดท้องฟ้าที่งดงาม ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้นักเดินทางที่เข้าเยี่ยมชมได้รู้สึกผ่อนคลายไม่เหนื่อยจนลืมเวลาไปเลยนั้นเอง

 

4.เมืองอัลเกโร (Alghero)

ทัศนียภาพเมืองท่า “Alghero”

เมืองอัลเกโร (Alghero) แห่งนี้เป็นเมืองท่าหลักของเกาะที่เป็นที่ชื่นชมเป็นอย่างมากในหมู่นักเดินทาง ด้วยเพราะตัวเมืองตั้งอยู่ริมทะเลที่มีชีวิตชีวา และมีกลิ่นอายวัฒนธรรมคาตาโลเนีย เช่นทางเดินรอบป้อมปราการสำคัญต่าง ๆ ของเมือง หรือตัวอาคารที่มีหลังคาสีแดงที่งดงาม เป็นต้น ทั้งนี้ห่างออกจากตัวเมืองไปยังมีแนวประการังที่งดงาม จนได้ฉายาว่า “The Capital of the Coral Riviera” อีกด้วย

 

5. ถ้ำแห่งเทพเจ้าเนปจูน (Neptune’s Grotto)

ทัศนียภาพภายใน “Neptune’s Grotto”

ห่างออกไปจากเมืองท่าอัลเกโล่ (Alghero) ไปประมาณ 20 กม. คือถ้ำแห่งเทพเจ้าเนปจูน อัญมณีเม็ดงามแห่งคาบสมุทรเมดิเตอร์เรเนียน ที่ถือว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ต้องมากให้ได้สักครั้งในชีวิตเลยก็ว่าได้ ด้วยเพราะภายในถ้ำแห่งนี้ประกอบด้วยห้องหินย้อยที่กว้างขว้าง กับทะเลสาบใสสะท้อนทัศนียภาพของถ้ำให้มีความงดงามเหนือคำบรรยายจนผู้ใดที่เคยมาต่างพูดเสมอว่าความงามของถ้ำนั้นจำเป็นต้องไปเห็นด้วยตัวเองถึงจะเข้าใจ

 

6. เมืองโอลเบีย (Olbia)

ทัศนียภาพถนนหลัก “Corso Umberto” 

แน่นอนว่าการเดินทางทุกครั้งนั้นต้องจบลง แต่การจบเดินทางในแต่ละครั้งนั้นเราสามารถปิดการเดินทางให้หรูหรา และมีระดับได้ที่ เมืองโอลเบีย (Olbia) เมืองที่ผสมผสานความคลาสสิก และความมอเดิร์นไว้ได้อย่างลงตัว โดยมีคำแนะนำให้เริ่มต้นเข้าพักในโรงแรม “DoubleTree by Hilton Olbia” ที่อยู่กลางใจเมืองแห่งนี้ เพราะนอกจากสถานที่แห่งนี้จะมีห้องพัก และบริการที่ดีแล้ว ยังเป็นเสมือนจุดที่ทำให้คุณเข้าถึงฮับ “Corso Umberto” อันโด่งดังได้อย่างง่าย ซึ่งถนนแห่งนี้เป็นแหล่งช้อปปิ้งที่โด่งดังมากมายด้วยร้านค้าต่าง ๆ เหมาะกับการช้อปปิ้งก่อนกลับเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีร้านกาแฟ และภัตตาคารอาหารเลิศรสมากมาย ให้คุณได้ลิ้มลอง และหยุดพักผ่อนจากการช้อปปิ้งอย่างสบาย ๆ หรูหราท่ามกลางอาคารสวยงามสถาปัตยกรรมตั้งศตวรรษที่ 19 นอกจากนี้เมื่อเดินชมตามตามแห่งนี้ไปเรื่อย ๆ จนสุดทางเดินนั้นจะมีจุดชมวิวริมฝั่งทะเลที่งดงามให้ถ่ายรูปเล่นก่อนเข้าที่พักอีกด้วย

รวบรวม และเรียบเรียงข้อมูล : Reign International Travel
สนใจท่องเที่ยวอิตาลี คลิ๊ก >>> ทัวร์ยุโรป : อิตาลี (กรุงโรม – คัลยารี – บารูมินี – ออริสตาโน – อัลเกโร – โอลเบีย)

ท่องเที่ยวตามใจ ไปตามฝัน กับ เร้นจ์ อินเตอร์ฯ ทราเวล “ท่องเที่ยวกับเร้นจ์ฯ มั่นใจไม่ผิดหวัง”
ทัวร์ยุโรป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :

อ้างอิง :

          คิตส์บูเอล (Kitzbühel) เมืองรีสอร์ตอันดับต้น ๆ ของโลกแห่งนี้ตั้งอยู่ในแคว้นทิโรลที่มีทัศนียภาพสวยงามล้อมรอบด้วยเทือกเขาแอล์ป ทำให้บรรยากาศของเมืองหรูหา และมากด้วยกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งในฤดูร้อน และฤดูหนาว นอกจากนี้ตัวเมืองเองมีความเก่าแก่ พร้อมที่จะทำให้การเดินทางไปทุกครั้งเป็นการเดินทางที่คลาสสิก ด้วยเพราะตั้งแต่จักรพรรดิ ฟรานส์ โยเซฟ ได้คลี่คลายปัญหารัฐธรรมนูญที่ซับซ้อน และประสบความสำเร็จในการก่อสร้างรางรถไฟ ซัลส์เบิร์ก – ทิโรล แล้วเสร็จในปี 1875 ตัวเมืองนั้นก็มีการก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด ทั้งในด้านการค้า และอุตสาหกรรม แต่ที่เปลี่ยนโฉมเมืองแห่งนี้ไปโดยสิ้นเชิงนั้นเริ่มขึ้นเมื่อใน ปี 1894 เมืองคิตส์บูเอลแห่งนี้ได้จัดการแข่งขันสกีครั้งแรกนั้นเอง ซึ่งการแข่งนี้เองที่เป็นก้าวแรกสู่ความรุ่งโรจน์ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ไม่เพียงเท่านี้ เมืองแห่งนี้นั้นมีประวัติไม่เคยได้รับความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่ 1 และ ครั้งที่ 2 จนหลาย ๆ คนเชื่อว่าเมืองแห่งนี้เป็นเมืองแห่งโชคลาภอีกด้วย

          อย่างไรก็ตามเพื่อซึมซับ และเข้าถึงความคลาสสิกของเมือง นักเดินทางต้องหาโอกาสมาทั้งใน ฤดูหนาว และ ฤดูร้อน ให้ได้ เพราะบรรยากาศ ทัศนียภาพ และกิจกรรมในแต่ฤดูนั้นแตกต่างกัน อย่างเห็นได้ชัด ดังที่จะยกเป็นตัวอย่างต่อไปนี้

1. Winter Kitzbühel

ในช่วงฤดูหนาว เมืองแห่งเป็นเมืองที่นักเดินทาง และนักสกีทั่วโลกใฝ่ฝันถึงทั้งสถานที่บรรยากาศหรูหรา และ กิจกรรมน่าตื่นเต้นที่หลากหลาย ต่อไปนี้

 

1.1 ซาฟารีสกี (Ski Safari)

ซาฟารีสกี ณ คิตส์บูเอล

          ด้วยสถาปัตยกรรม โครงสร้างมาตรฐาน ระบบขนส่งที่สะดวกสบาย และความหลากหลายในกิจกรรม ทำให้คิตส์บูเอลสกีรีสอร์ตแห่งนี้ได้รรับรางวัล สกีรีสอร์ตยอดเยี่ยมของโลกในปี 2015 (World’s Best Ski Resort 2015) ทั้งนี้สถานที่แห่งนี้ยังชนะรางวัลลักษณะนี้ติดต่อกัน 5 ครั้งซ้อนภายในประเทศออสเตรีย อีกทั้งสถานที่แห่งนี้ยังมีการลงทุนโดย Kitzski เพื่อก่อสร้างโครงสร้างอื่น ๆ หรือ ซ่อมแซมลิฟท์ และเคเบิ้ลคาร์ อย่างต่อเนื่อง และเมื่อประกอบกับประวัติการสกีมากกว่า 125 ปี สถานที่แห่งนี้จึงเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก และเปรียบเสมือนเมืองในตำนานบนเทือกเขาแอลป์เลยทีเดียว

 

1.2 ฮาเนนคาม (Hahnenkamm)

สกีฮัทบนฮาเนนคาม

            ฮาเนนคาม ยอดเขาสูง 1,712 เมตร เหนือเมืองคิตส์บูเอล มีบรรยากาศที่สดใส และอากาศเทือกเขาที่สะอาด ทั้งยังเป็นจุดที่เหมาะกับการเดินชมทัศนียภาพเทือกเขาที่งดงามเป็นอย่างมาก โดยการเดินทางไปนั้นสามารถเดินทางโดยนั่งแชร์ลิฟท์ และคาร์เคเบิ้ลขึ้นไปได้อย่างง่ายได้ และที่แห่งนี้ยังโด่งดังเป็นอย่างมากสำหรับนักเดินเขาในช่วงฤดูร้อนอีกด้วย

 

1.3 สกีฮัท (Ski Huts)

บรรยากาศกระท่อมสกี (Ski Huts)

            อาหารเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักเดินทางทุกท่าน เพราะอย่างนั้นชาวคิตส์บูเอลเองจึงให้ความสำคัญกับอาหารเป็นอย่างมากเช่นกัน จะเห็นได้จากพื้นที่โดยรอบซาฟารีสกีนั้นประกอบด้วยกระท่อมสกี (Ski Huts) บนเทือกเขาแห่งนี้ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้คุณได้พักผ่อนจากกิจกรรมต่าง ๆ  ซึ่งคุณสามารถเลือกรับประทานอาหารพื้นเมือง หรือ Gault & Millau อาหารรางวัลดีเด่น หรือก๋วยเตี๋ยว Krautfleckerl พร้อมกับซึมซับทัศนียภาพที่ตระการตารอบ ๆ ซึ่งทางเลือกนั้นเป็นของคุณใน กระท่อมเหล่านี้

 

2. Summer Kitzbühel

ในช่วงฤดูร้อน ณ เมืองแห่งนี้เปรียบเสมือนสวนสวรรค์ อิลีเซียม (Elysium) เลยก็ว่าได้ ด้วยเพราะเวลานี้ทุ่งกว้างเต็มไปด้วยความเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา ทุ่งดอกไม้งดงาม ซึ่งทั้งหมดนี้ยังปกคลุมด้วยทัศนียภาพเทือกเขาแอลป์เป็นพื้นหลัง ที่พร้อมจะทำให้คุณรู้สึกเหมือนอยู่ในอิลีเซียมจริง ๆ  อีกทั้งยังเต็มไปด้วยกิจกรรมมากมาย เช่น การเดินเขา ปั่นจักรยาน และ กีฬาแนวผจญภัย ต่าง ๆ หรือถ้าหากต้องการพักผ่อนย่อนใจแบบสบาย ๆ หรูหราท่ามกลางธรรมชาติยังสถานที่ต่อไปนี้ก็ได้

 

2.1 ภูเขาไวด์ซีโลเดอร์ และบ้านบนเนินเขา (Wildseeloder and House on the Hill)

“House on the Hill” บนภูเขาไวด์ซีโลเดอร์

               สถานที่แห่งนี้เป็นที่รู้จักเป็นอย่างมากสำหรับนักเดินเขา ในนาม “House on the Hill” ซึ่งที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1892 เพื่อเป็นบ้านพักสำหรับนักท่องเที่ยว และนักเดินเขา รวมถึงเป็นจุดพักสำหรับการเดินทางชั่วคราว หรือค้างคืนก็ได้ อีกทั้งยังเป็นจุดชมวิวเทือกเขาที่งดงามตระการตาเป็นอย่างมากจุดหนึ่ง และที่ดีที่สุดคือการเดินทางไปนั้นสามารถขึ้นรถเคเบิ้ลไปถึงได้ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ณ ที่แห่งนี้ยังรวมไปถึงการลงเล่น หรือพายเรือกลางทะเลสาบ ไวด์ซี (Wildsee Lake) ที่งดงามด้วย

 

2.2 ทะเลสาบ ชวาร์สซี (The Schwarzsee)

ทัศนียภาพทะเลสาบชวาร์สซี

              ถ้าหากคุณกำลังคิดว่าพักร้อนนี้จะไปไหนดี ? อีกทั้งกำลังมองหาสถานที่พักผ่อนในที่ ๆ จะทำให้คุณรู้สึกสดชื่นขึ้นในช่วงวันหยุดนี้ หากเป็นเช่นนั้นคุณไม่ควรพลาดทะเลสาบ ชวาร์สซี เป็นอันขาด เพราะทะเลสาบแห่งนี้มีสีน้ำที่สามารถสะท้อนทัศนียภาพรอบ ๆ ทะเลสาบได้ชัดเจน อีกทั้งยังประกอบด้วยพื้นหลังอย่างเทือกเขา ไคเซอร์เบริก์ (Kaisergebirge Mountain Range) ดังนั้นทุกวินาทีที่คุณพักผ่อนที่นี้คุณจะรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่งดงามตระการตาตลอดเวลาเหมือนในนิยาย สงบ ให้คุณผ่อนคลายพร้อมรู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันที

 

2.3 สนามกอล์ฟ “Kitzbuhel – Schwarzsee – Reith”

Kitzbühel – Schwarzsee – Reith Golf Course

             สนามกอล์ฟแห่งนี้ตั้งอยูกลางใจเทือกเขาคิตส์บูเอล (Kitzbühel Alps) และอยู่ห่างออกไปจากตัวเมืองเพียง 4 กม. ซึ่งสนามกอล์ฟแห่งนี้นั้นเหมาะกับผู้เล่นทุกระดับฝีมือ โดยมีสนามกอล์ฟแห่งนี้มีจุดเด่นทั้งในความสวยงามของแฟร์เวย์ราบของหลุมที่ 1 – 9 ตามด้วยแนวเนินเขางดงามของหลุมที่ 10 – 18 และจบด้วยอุปสรรคต่าง ๆ ที่ได้ถูกวางแพลนไว้อย่างเหมาะสม (ขึ้นชื่อเรื่อง “Water Hazards” หรืออุปสรรคน้ำ) เพื่อให้นักกอล์ฟทุกท่านได้รับความสนุกเป็นอย่างมากแน่นอน

นอกจากนี้ยังประกอบด้วยคลับเฮ้าส์ตากอากาศที่มีทัศนียภาพของ ภูเขาแอสเบิร์ก (The Astberg) อันตระการตาเป็นบรรยากาศพื้นหลัง พร้อมกับบริการอาหาร และเครื่องดื่มหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ท่านได้ผ่อนคลายไปกับทัศนียภาพรอบ ๆ ขณะพักจากการตีกอล์ฟอย่างแท้จริง ทั้งนี้คลับเฮ้าส์แห่งนี้ยังตั้งอยู่ใกล้กับทะเลสาบชวาร์สซีที่กล่าวไว้เมื่อข้างต้นอีกด้วย ทำให้การเดินทางนี้เหมาะสำหรับการไปแบบครอบครัว และคุณพ่อบ้านที่รักกอล์ฟเป็นอย่างยิ่ง

 

3. Austria Trend Hotel Schloss Lebenber

Austria Trend Hotel Schloss Lebenber

“Schloss Lebenberg” แห่งนี้ตั้งอยู่บนเทือกเขาคิตส์บูเอลมาแล้วกว่า 400 ปี แต่ได้เปิดบริการเป็นโรงแรมจริง ๆ ในปี 1967 พร้อมกับทำการรีโนเวทตกแต่งใหม่ด้วยความปรานีต เมื่อปี 2008 เพื่อให้การบริการในแต่งละครั้งนั้นเป็นไปตามมาตรฐานสูงสุด และด้วยการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความมหัศจรรย์ของสถาปัตยกรรมยุคกลาง และไลฟ์สไตล์หรูหรามอเดิร์น โรงแรมแห่งนี้จะทำให้คุณหลงใหลไปกับการบริการชั้นนำ ห้องนอนเรียบหรู ตั้งแต่ก้าวแรกที่คุณได้เดินเข้ามา

 

 

รวบรวม และเรียบเรียงข้อมูล : Reign International Travel
สนใจท่องเที่ยวออสเตรีย คลิ๊ก >>> ทัวร์ยุโรป : เจาะลึกเมืองเล็กน่ารัก ออสเตรีย (ทิโรล) – เยอรมนี (บาวาเรียน) – ฝรั่งเศส (อัลซาส) 10 วัน

ท่องเที่ยวตามใจ ไปตามฝัน กับ เร้นจ์ อินเตอร์ฯ ทราเวล “ท่องเที่ยวกับเร้นจ์ฯ มั่นใจไม่ผิดหวัง”
ทัวร์ยุโรป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก : Kitzbuhel | the Legend, Urlaubsparadies, Austria : The Official Travel Guide, World of Leading Golf, Austria Trend Hotel Schloss Lebenberg

อ้างอิง :

                   ปัจจุบันเมื่อเราเดินทางไปประเทศยุโรป หรือประเทศที่เคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศในยุโรป เรามักจะได้รับประทานอาหารที่รสชาติเข้มข้น จนบางครั้งรู้สึกเค็มเกินไปสำหรับเรา ซึ่งแตกต่างจากประเทศไทยบ้านของเราเป็นอย่างมากที่มีหลากหลายรสชาติที่มีทั้งเผ็ด เปรี้ยว เค็ม หวาน เข้ามาตัดกัน ซึ่งความแตกต่างนี้เริ่มตั้งแต่การปรุงอาหาร เช่น การปรุงเนื้อ หรือสเต็ก โดยที่ยุโรปต้องปรุงด้วย เกลือ เนยเค็ม พริกไทยดำ และต้นไทม์ แล้วรับประทานพร้อมกับจิบไวน์ แต่ของไทยเรานั้นนอกจากจะหมักเนื้อด้วย ซอสหอยนางรม ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ น้ำตาล แล้ว ยังต้องทำน้ำจิ้มรสจัดเพิ่มอีกด้วย ตรงจุดนี้เองเราคงจะเริ่มเห็นความแตกต่างในรสชาติบ้างแล้ว เพราะเช่นนั้นการเดินทางไปยุโรปในแต่ละครั้งนั้นควรเข้าใจในประวัติการปรุงอาหารของยุโรป วัฒนธรรม และแนวทางการรับประทานอาหาร เพื่อให้การเดินทางในแต่ละครั้งของท่านมีความพร้อม และเปิดโอกาสให้กับตนเองได้ลิ้มลองอาหารในมุมมองใหม่ ๆ

ความแตกต่างของรสชาติอาหารในยุโรป กับเอเชีย

                 จาก การค้นคว้า โดย Yong-Yeol Ahn, Sebastian E. AhnertJames P. Bagrow และ Albert-László Barabási มีผลลัพท์เห็นได้ชัดเจนว่าการปรุงแต่งอาหารของชาวยุโรปนั้นใส่ส่วนประกอบปรุงอาหารให้รสชาติไปในทางเดียวกัน เพื่อชูรสชาติกันและกัน ซึ่งแนวความคิดการปรุงอาหารนี้เกิดขึ้นเพราะ ในยุโรปยุคกลางนั้นเครื่องปรุง และเครื่องเทศเป็น ส่วนประกอบปรุงแต่งอาหารสำหรับชนชั้นสูง แต่ต่อมาในยุโรปยุคตั้งอาณานิคมมีการเปลี่ยนแปลงในการปรุงอาหารครั้งใหญ่เกิดขึ้น เพราะเครื่องปรุงต่าง ๆ หลั่งไหลเข้ามาในทวีปยุโรปจากประเทศอินเดีย และอเมริกา  จนทำให้แม้แต่ชนชั้นล่างก็สามารถปรุงแต่งอาหารในแต่ละมื้อของตนได้ คำถามคือ “แล้วอะไรกันที่เป็นสาเหตุให้การปรุงแต่งอาหารของชาวยุโรปเป็นอย่างทุกวันนี้ ?” คำตอบอยู่ที่ชนชั้นสูงในยุคตั้งอาณานิคมที่ต้องการแบ่งแยกความแตกต่างในชนชั้น เพราะการเสิร์ฟสตูว์ที่มีการปรุงแต่งไม่ใช้สัญลักษณ์สำหรับคนมีฐานะอีกต่อไปในยุคนั้น ด้วยเหตุนี้ชนชั้นสูงจึงหันไปใช้วิธีต่อไปนี้ เพื่อยกระดับการทำอาหารยุโรปแท้

ภาพปรุงอาหารด้วยเครื่องเทศต่าง ๆ โดยชนชั้นล่างในห้องครัวยุโรป ช่วงปี 1600 Paul Lacroix/Wikimedia

1.  ทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับศิลปะในการปรุงแต่งอาหาร – กล่าวคือการทำอาหารยุโรปแท้ ๆ นั้นไม่ใช่แค่ใส่เครื่องปรุงลงไปเพื่อปรุงอาหารเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าเนื้อต้องรสชาติเหมือนเนื้อ และเครื่องปรุงที่เติมนั้นคือเพื่อชูรสชาติเนื้อนั้นเท่านั้น โดยความคิดนี้เริ่มต้นในชนชั้นสูงฝรั่งเศส ในช่วงปี 1600 และมีอิทธิพลแพร่หลายไปยังชนชั้นสูงประเทศอื่น ๆ (เหมือนแฟชั้นเลยก็ว่าได้) และยังมีอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน โดยเราจะเห็นได้ในภัตตาคารห้าดาวชั้นนำต่าง ๆ ทั้งในยุโรป และอเมริกา

2. การปรุงซอสอาหาร – ในขณะที่ชาวเอเชียเรานั้นโฟกัสที่ซอสมากกว่าเนื้อ (เหมือนกินเนื้อก็ต้องขาดแจ่วไม่ได้ หรือกินอาหารทะเลต้องมีน้ำจิ๊มซีฟู้ดเสมอ) อาหารชาวยุโรปแท้ ๆ เองนั้นได้ปรับปรุงการมีซอสไว้เพื่อชูรสชาติของเนื้อ ส่งผลให้รสชาติเนื้อเข้มข้นขึ้น เพราะสำหรับชาวยุโรปแล้ว อาหารจานหลักที่เป็นใจสำคัญจะต้องถูกปรุงแต่งให้ออกมาอร่อยที่สุด เช่น หากจานหลักเป็นเนื้อวัว ซอสต้องทำหน้าที่ให้เนื้อวัวเข้มข้นอร่อยที่สุด อย่างที่เห็นเป็นประจำในรายการอาหารชั้นนำของโลกที่จะต้องกำหนดส่วนประกอบหลักในแต่ละจานก่อน

ผักและมันอบไม่ได้รับการชูรสชาติด้วยซอสเหมือนเนื้อ

3. ความแตกต่างในการใช้เครื่องปรุงชูรสชาติ – สังเกตได้ว่าอาหารส่วนใหญ่จะโรยเกลือ เพราะเกลือสำหรับชาวยุโรปทำหน้าที่เพิ่มรสชาติอาหาร แต่อาจจะทำให้รู้สึกเค็มเกินไปสำหรับชาวเอเชีย ที่คุ้นเคยกับการรับประทานอาหารรสชาติตัดกันมากกว่า ซึ่งเห็นได้ชัดในการจัดโต๊ะภัตตาคารอาหารชั้นนำจะไม่ค่อยมีเครื่องปรุงวางไว้ เพราะเชื่อว่าผู้ทำอาหารได้ปรุงแต่งชูรสชาติให้อร่อยแล้ว แต่บ้านเราต้องมีการปรุงเพิ่มให้เข้ากับรสชาติที่ตนชอบ จึงมีน้ำตาล พริก น้ำสมสายชู อยู่บนโต๊ะอาหารด้วย เป็นต้น

คำแนะนำในการรับประทานอาหารยุโรป

                    จากข้างต้นจะเห็นได้ว่าการปรุงอาหารของยุโรปนั้นจะเพื่อชูรสชาติจานหลัก อย่างทอดไข่ อบมัน ที่เป็นเครื่องเขียงก็ใส่เกลือ และเนยเค็ม เพื่อให้เข้ากับเนื้อจานหลัก ในขณะที่ผักจะไม่ค่อยได้รับการปรุงเหมือนอาหารในแถบเอเชีย แต่เพื่อให้รับประทานอาหารอร่อยควรปฏิบัติดังนี้

1. รับประทานอาหารคู่กับขนมปัง – หากเราชาวเอเชียลองนึกคิดว่าเราต้องกินซุปเนื้อตุ๋นที่เข้มข้นแล้ว เราจะต้องนึกถึงข้าว เพื่อให้ความเข้มข้นอ่อนลงมาพอดีรับประทานอร่อย เช่นเดียวกับอาหารในยุโรปที่จะมีขนมปังร้อน ๆ ไว้บนโต๊ะเสมอเช่นเดียวกัน เพื่อให้นักเดินทางเอเชียสามารถประยุกต์นำมาใช้แทนข้าวเพื่อลดความเข้มข้นของเมนูอาหารยุโรปให้รู้สึกอร่อย ไม่เค็มได้เช่นกัน

ขนมปังในเมนูอาหารยุโรป

2. สั่งแนวทางรสชาติอาหารที่ตนชอบกับพนักงานรับออเดอร์ – ด้วยภัตตาคารชั้นนำจะมักไม่วางเครื่องปรุงเพิ่มเติมให้ ดังนั้นการสั่งอาหารควรแจ้งเจ้าหน้าที่พนักงานเพื่อแจ้งเชฟถึงลักษณะรสชาติที่ตนชอบไว้ก่อนล่วงหน้า

3. สอบถามเจ้าหน้าที่พนักงาน – ยกตัวอย่างฝรั่งที่รับประทานเมี่ยงปลาเผาครั้งแรก จะทานให้อร่อยก็คงต้องถามเราเหมือนกัน ดังนั้นอย่าเขินอายที่จะสอบถามวิธีการรับประทานอย่างถูกต้องครับ และวัฒนธรรมชาวตะวันตกนั้น เซอร์วิสชั้นนำรวมถึงการแนะนำอาหาร ด้วย ดังนั้นเจ้าหน้าที่ภัตตาคารทุกที่จึงมีความยินดีที่จะแนะนำท่านทุกที่

เจ้าหน้าที่พนักงานแนะนำอาหาร

 

รวบรวมข้อมูล และเรียบเรียง โดย Reign International Travel

อ้างอิงจาก :

  1. Yong-Yeol AhnSebastian E. AhnertJames P. Bagrow & Albert-László Barabási, Scientific Reports volume1, Article number: 196 (2011)
  2. Singh, M., How Snobbery Helped Take The Spice Out Of European Cooking (2015)

คุณเคยนึกอยากใช้วันหยุดไปกับความโรแมนติกท่ามกลางทะเลทราย หรือใช้ชีวิตเหมือนในหนังดังไหม ? หากคุณเคยและต้องการที่จะเที่ยวเหมือนกับชีค (Sheikh) แล้วละก็ ประเทศโมร็อกโกคือคำตอบที่คุณตามหาอยู่ เพราะเสน่ห์ของประเทศ อย่างป้อมปราการที่งอกเงยขึ้นมาจากทะเลทราย หรือ หาดทรายขาวบนทะเลสีคราม หรือ ยอดเขาแอตลัสที่ระยิบระยับด้วยหิมะ ได้สร้างความประทับใจให้กับเหล่าเซเลบ (Celebrities) ทั่วโลกมาแล้วเป็นอย่างมาก แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือเมืองแต่ละเมืองภายในประเทศแห่งนี้ยังมีสถาปัตยกรรม วัฒนธรรม อาหาร ที่จะทำให้การเดินทางของคุณนั้นโรแมนติก น่าหลงใหล อย่างกับหลุดออกมาจากฉากในหนัง จนดาราทั่วโลกต้องหวนกลับคืนมาทุกครั้งไป

1. เมืองมาราเกช (Marakesh)

เมืองมาราเกชยามพลบค่ำ

เมืองแห่งสีสรร มากมายด้วยกิจกรรม และอุดมด้วยความมีชีวิตชีวา มาราเกช (Marrakech) แห่งนี้มีเสน่ห์ขนาดที่ดารา “Hollywood” ส่วนใหญ่มักมาจัดกิจกรรม หรือแอบมาพักผ่อนที่นี้ ยกตัวอย่างเช่น มาดอนน่า ที่มาจัดงานวันเกิด หรือ แบรด พิตต์ ที่แอบแต่งตัวพื้นเมืองมาเดินเล่น เป็นต้น ซึ่งไม่เป็นที่น่าแปลกใจเลย เพราะตัวเมืองมีทั้งตลาดพื้นเมือง “Souk” อันโด่งดังไปทั่วโลก และเขตเมดินา (Medina) เขต UNESCO ที่กักเก็บวัฒนธรรมของเมืองไว้ให้เราเยี่ยมชมไว้ในที่เดียว อย่าง พระราชวังบาเฮีย และมัสยิดคูทูเบีย (Bahia Palace, Kotoubia Mosque) เป็นต้น ทั้งนี้นักเดินทางยังสามารถพักผ่อนหลังจากการเดินบนคาเฟ่ดาดฟ้า (Rooftop Cafe) ได้เพื่อชมพระอาทิตย์ตกดินได้ และหากอยากลองทานอะไรใหม่ ๆ แล้วละก็ห้ามพลาดกับอาหารพิ้นเมือง “Tangia” (ไม่ใช่ Tanjine) เป็นอันขาด  ส่วนของฝากอันโด่งดังของเมืองที่ควรถือกลับไปฝากไปด้วยคือ น้ำมันอาร์แกน  ที่ใช้เสริมความงาม และเป็นสิ้นค้าชั้นนำของที่นี้ (ทั้งนี้ก่อนซื้อควรเขย่าขวด เพื่อตรวจดูว่ามีฟองหรือไม่ เพราะน้ำมันอาร์แกนแท้ ๆ “ไม่มีฟอง” หลังเขย่าขวด)

2.เมืองเฟส (Fez)

ประตูทองคำพระราชวังหลวงเมืองเฟส

เมืองหลวงแห่งจิตวิญญาณของโมร็อกโก “เฟส” (Fez) แห่งนี้จะทำให้นักเดินทางรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในยุคกลาง อาจจะด้วยเพราะเมืองแห่งนี้ไม่นิยมใช้รถ หรือเพราะสถานที่แห่งนี้มีบรรยากาศ สถาปัตยกรรม และวัฒนธรรมที่ยังคงเหมือนติดอยู่ในมนต์สะกดความงดงามของช่วงเวลานั้นก็เป็นได้ โดยสถานที่ที่ทำให้สิ่งเหล่านี้ยังคงอยู่ในมนต์สะกดนั้นรวมไปถึงความงามของ พระราชวังหลวง และสถาปัตยกรรมโมเสก (Mosaic) ต่าง ๆ ที่มีให้เห็นได้ในเมือง ทั้งนี้เมืองแห่งนี้ยังได้มีโอกาศเป็นเมืองหลวงของโมร็อกโก หลายต่อหลายครั้ง ซึ่งจะเห็นได้จากอาหารการกินอย่าง เมนู “B’Stilla” ที่เป็นอาหารในวังของชาวมัวร์ (Moor) และขึ้นชื่อเป็นอย่างมากในเมืองเฟส ทั้งนี้ในส่วนเขตเมดินาเก่าของเมืองยังมีเสน่ห์ให้หลงใหลอีกมากมาย จนได้รับแต่งตั้งเป็นมรดกโลก UNESCO อีกด้วย

3.เมืองเชฟเชาเอิน (Chefchaouen)

เมดินา เมืองเชฟเชาเอิน

เมืองสีฟ้าแห่งโมร็อกโก เชฟเชาเอิน (Chefchaouen) มีความสวยงามอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นการที่เมืองตั้งอยู่ใต้เทือกเขารีฟ (Rif) หรือการเลือกใช้สีเพื่อตกแต่งเมืองทั้งเมืองให้เป็นสีฟ้า และการเดินไปตามตรอกซอกซอย หรือช้อปปิ้งในตลาด “Souks” อย่างสบาย ๆ ของเมืองสีฟ้าแห่งนี้เองที่จะทำให้การมาเยือนที่แห่งนี้เป็นที่น่าจดจำ  โดยนักเดินทางสามารถเลือกซื้อสินค้าประเภทที่ทำด้วยหนัง (สินค้าที่เชฟเชาเอินขึ้นชื่อในการผลิต) เพื่อเป็นของฝากได้อีกด้วย

4.เมืองคาสาบลังก้า (Casablanca)

มัสยิด กษัตริย์ฮัสสานที่ 2

ไม่มีใครที่จะไม่รู้จัก คาสาบลังก้า (Casablanca) ยิ่งในหมู่คนรักหนังแล้วยิ่งต้องรู้จัก ปัจจุบันเมืองแห่งนี้เป็นจุดศูนย์กลางการค้าของประเทศ ที่ผสมผสานความมอเดิร์น ความโรแมนติก และ ความคลาสสิกไว้อย่างลงตัว ซึ่งสถานที่สวยงามที่พลาดไม่ได้เลยคือมัสยิด ฮัสสานที่ 2 (Hassan II Mosque)  เพราะเมื่อในวันเกิดของกษัตริย์ฮัสสานที่ 2 ท่านได้กล่าวประสงค์ไว้อย่างมุ่งหวังว่าอยากให้ผู้ที่ศรัทธาได้เคารพพระผู้เป็นเจ้าบนผืนดิน ในขณะที่ชื่นชมท้องฟ้า และผืนทะเล ผลงานของพระผู้เป็นเจ้าไปด้วยได้ โดยความหมายทั้งหมด และความงามทั้งหมดได้ถูกบรรยายไว้อย่างงดงามในพระประสงค์ของท่านในวันเกิดท่าน ดังนี้ :

“I wish Casablanca to be endowed with a large, fine building of which it can be proud until the end of time … I want to build this mosque on the water, because God’s throne is on the water. Therefore, the faithful who go there to pray, to praise the creator on firm soil, can contemplate God’s sky and ocean.” – King Hassan II

5.แคมป์หรูซาฮาร่า (Sahara Luxury Camps)

ค่ายหรูกลางทะเลทรายซาฮาร่า

หากคุณกำลังมองหา หรืออยากลองใช้ชีวิตอย่างกับชีค (Sheikh) สักครั้ง ที่แคมป์หรูใจกลางซาฮาร่าแห่งนี้คือคำตอบที่คุณตามหาอยู่ เพราะ ณ แคมป์แห่งนี้คุณจะได้ใช้ชีวิตกลางทะเลทรายอย่างหรูหรา เพลิดเพลินไปกับกิจกรรมอันมากมาย และสะดวกสบายกับห้องอันโออ่าสมกับชีค ส่วนบรรยากาศก็เงียบสงบเหมาะสำหรับนักเดินทางที่กำลังมองหาความโรแมนติกเป็นอย่างมาก

รวบรวม และเรียบเรียงข้อมูล : Reign International Travel
สนใจท่องเที่ยวโมร็อกโก คลิ๊กชมตัวอย่าง >>> ทัวร์แอฟริกา : LUXURY MOROCCO 11 วัน (EK) 

ท่องเที่ยวตามใจ ไปตามฝัน กับ เร้นจ์ อินเตอร์ฯ ทราเวล “ท่องเที่ยวกับเร้นจ์ฯ มั่นใจไม่ผิดหวัง”
ทัวร์ยุโรป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :

อ้างอิง :

  • Ponzio-Moutoki, A. (2018). Discover the Best of Marrakech. Retrieved from https://www.nationalgeographic.com/travel/destinations/africa/morocco/Marrakech/top-activities-things-to-do/
  • Ponzio-Moutoki, A. (2018). Everything to Know About Fez. Retrieved from https://www.nationalgeographic.com/travel/destinations/africa/morocco/Fez/fast-facts/
  • Wheatley, V. (2018). Travel Guide to the Fascinating City of Fes, Morocco. Retrieved from https://wanderingwheatleys.com/travel-guide-fes-morocco/
  • Welcome to Chefchaouen. (n.d.). Retrieved from https://www.lonelyplanet.com/morocco/the-mediterranean-coast-and-the-rif/chefchaouen
  • Ponzio-Moutoki, A. (2018). Everything to Know About Casablanca. Retrieved from https://www.nationalgeographic.com/travel/destinations/africa/morocco/casablanca/fast-facts/
  • Hassan II Mosque. (n.d.). Retrieved from https://en.wikipedia.org/wiki/Hassan_II_Mosque
  • Why Sahara Luxury Camps ?. (n.d.). Retrieved from http://www.saharaluxurycamps.com/

รวบรวม และเรียบเรียงข้อมูล : Reign International Travel

              คุณเคยสงสัยหรือไหมว่าทำไมใคร ๆ จะต้องย้อนกลับไปพักผ่อน เที่ยว และผจญภัยที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์อยู่เสมอ นั้นเพราะ นอกจากประเทศแห่งนี้จะมีทัศนียภาพสวยงาม และมีเสน่ห์แล้วนั้น สวิตเซอร์แลนด์เองยังมีสถานที่ให้ออกไปผจญภัย ชมสถาปัตยกรรมตระการตา และศึกษาวัฒนธรรมต่าง ๆ อีกเยอะแยะมากมาย ซึ่งสิ่งที่กล่าวมาเหล่านี้ไม่เป็นที่น่าแปลกใจเลย ด้วยเพราะ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้นได้รับอิทธิพลต่าง ๆ จากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเยอรมนีทางตอนเหนือ ฝรั่งเศษทางตะวันตก อิตาลีทางตอนใต้ และออสเตรียทางตะวันออก ทำให้นักท่องเที่ยวที่มานั้นรู้สึกเหมือนได้เที่ยว 5 ประเทศ ในครั้งเดียวเลยก็ว่าได้ แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถพลาดสถานที่ที่ต้องไปให้ได้สักครั้งหนึ่งได้เหมือนกัน และสถานที่ใหม่ดังต่อไปนี้เปรียบเสมือนเพชรในตมที่ต้องไปให้ได้สักครั้ง เมื่อไปสวิตเซอร์แลนด์

 

1. เขตฟลิมส์ (Flims Graubunden)

            แม้ภูมิประเทศของเขตจะเกิดขึ้นจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ (Flims Rockslide) แต่ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้เป็นปลายทางที่สวยงาม และพร้อมไปด้วยกิจกรรมเยอะแยะมากมายที่ปลอดภัย เหมาะสำหรับพาครอบครัวมาพักผ่อนเป็นอย่างมาก เช่น เด็ก ๆ สามารถออกเดินทางศึกษาธรรมชาติกับ Ami Sabi เพื่อนวิเศษจากแดนมหัศจรรย์ เป็นต้น ทั้งนี้ยังเป็นปลายทางที่โดดเด่น น่าตื่นเต้นสำหรับ นักปีนเขา นักปั่นจักรยาน และนักผจญภัยด้วยเช่นกัน

 

2. หุบเขาเวียมาลา (Viamala Gorge)

          เมื่อนานมาแล้วนั้นหุบเขาแห่งนี้เป็นอุปสรรคอย่างมากสำหรับนักเดินทางที่มุ่งหวังจะเดินทางไปยังภูเขาแอลป์ ซึ่งในปัจจุบันกลายเป็นปลายทางท่องเที่ยวที่สวยงาม และเป็นแหล่งประวัติศาสตร์สำคัญที่ย้อนไปก่อนคริสต์ศักราช อย่างสถานปฏิบัติทางศาสนายุคโบราณกาล โบสถ์  สะพาน และปราสาทต่าง ๆ อีกทั้งยังเพรียมพร้อมไปด้วยกิจกรรมน่าตื่นเต้นหลายรูปแบบ เช่น กิจกรรมล่าสมบัติไปตามแนวเทือกเขา อีกด้วย

 

3. รถไฟ กลาเซียร์ เอ็กซเพลส  (Glacier Express Excellence Class)

           ด้วยมอเดิร์นเทคโนโลยี คุณจะได้ชมเทือกเขาแอลป์อย่างหรูหราอย่างที่ไม่เคยได้ประสบที่ไหนมาก่อน เพราะไฮไลต์สำคัญของรถไฟ ชั้นหนึ่ง (First Class) สายนี้ประกอบด้วยที่นั่งที่โอ่อ่าหรูหรา สบาย ติดริมหน้าต่างให้คุณไม่พลาดทัศนียภาพเทือกเขาแอลป์แน่นอน พร้อมด้วยเซอร์วิสอาหารชั้นนำที่มาพร้อมกับไวน์ให้คุณ และที่โดดเด่นกว่านั้นคือพนักงานต้อนรับ (Concierge) ที่จะดูแลคุณ แนะนำอาหาร และคอยตอบคำถามที่คุณสงสัยตลอดการเดินทาง

Click >> ทัศนียภาพ 360 องศา ภายในห้อง Excellence Class

 

4. ปราสาทโอเบอร์โฮเฟน (Oberhofen Castle)

             โอเบอร์โฮเฟน ปราสาทที่สถาปัตยกรรม และทัศนียภาพล้อมรอบงดงามสบายตานี้ ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลสาบทุน (Lake Thun) ทั้งนี้ปราสาท ศตวรรษที่ 13 แห่งนี้ ยังเป็นแหล่งรวบรวมสถาปัตยกรรมจากวัฒนธรรมอื่น ๆ ไว้หลากหลาย ซึ่งสถาปัตยกรรมที่สำคัญในปราสาทรวมถึง ห้องรับประทานอาหารยุคฟื้นฟูกอทิค ห้องสูบยาแบบตุรกี วิหารสะสมศิลปะศตวรรษที่ 15 และสวนที่จัดเก็บดอกไม้ และพืชพันธ์แปลกตาต่าง ๆ อันงดงามที่จัดแต่งตามประวัติแฟชั่นสวนของยุคนั้น และเมื่อรวมกับหอคอย กับทัศนียภาพทะเลทราบไว้ด้วยกันแล้วนั้น ปราสาทแห่งนี้จึงเป็นหนึ่งในปลายทางยอดนิยมที่วิเศษสุดในสวิตเซอร์แลนด์ ทั้งยังเป็นสถานที่วาดฝันสำหรับการถ่ายรูปพรีเวดดิ้งของเจ้าบ่าวเจ้าสาวทุกคู่ทั่วโลก

 

5. โรงแรมโฮเน็กวิลล่า (Honegg Hotel Villa)

            สุดท้ายหากคุณต้องการให้ทริปสวิตเซอร์แลนด์ของคุณเหมือนกับฝัน แฟนตาซี คุณต้องห้ามพลาดที่จะมาพัก ณ โรงแรมโฮเน็กวิลล่า เป็นอันขาด เระา แมนชั่นสุดวิเศษที่ตั้งอยู่บนเนินเขานี้ จะทำให้คุณรู้สึกเหมือนอาศัยอยู่ในบ้านพักตากอากาศส่วนตัวมากกว่าจะเป็นโรงแรม รวมทั้งทัศนียภาพรอบล้อมที่จะทำให้คุณหยุดหายใจเลยก็ว่าได้ ไม่เพียงเท่านี้ห้องพักยังหรูหราสบาย พิถีพิถันในการทำอาหาร พร้อมไปด้วยกิจกรรมเอ็กซคลูซีฟ (Exclusive Event) ที่จะให้คุณได้ดื่มดำไปกับบรรยากาศสงบของสวิตเซอร์แลนด์ เช่น สปาส่วนตัวริมผา เดินชมทะเลสาบลูเซิรน (Lake Lucern) กอล์ฟ และปั่นจักรยานวิบาก

 

เขียนและเรียบเรียงโดย : Reign International Travel
ขอบคุณภาพประกอบจาก : myswitzerlandGlacier ExpressHonegg Hotel Villa

ท่องเที่ยวตามใจ ไปตามฝัน กับ เร้นจ์ อินเตอร์ฯ ทราเวล “ท่องเที่ยวกับเร้นจ์ฯ มั่นใจไม่ผิดหวัง”
ทัวร์ยุโรป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :

ทวีปแอฟริกา เป็นทวีปที่มีเสน่ห์ พร้อมไปด้วยการผจญภัยใหม่ ๆ อยู่เสมอ อีกทั้งยังมีหลายประเทศที่น่าสนใจ ซึ่งหนึ่งในนั้น “ประเทศนามิเบีย” อาจจะถือว่าเป็นประเทศที่จะทำให้คุณได้รู้สึกเติมเต็ม และเพลิดเพลิน เสมือนกับว่าได้เที่ยวแอฟริกาทั้งทวีปเลยก็ว่าได้ เพราะที่ประเทศนามิเบียนี้เองประกอบไปด้วย บรรยากาศเมืองเก่า เมืองตากอากาศ อุทยาน เขตสงวน และธรรมชาติที่ทัศนียภาพตระการตาเป็นอย่างมาก ซึ่งนามิเบียยังเป็นแหล่งของเหล่าเสือชีต้าเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก และอาจจะเป็นประเทศสุดท้ายที่จะได้เห็นแรดดำที่อาศัยอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอีกด้วย ทั้งนี้ประเทศนามิเบียเองยังเป็นประเทศที่มีการจัดระบบ อุทยาน เขตสงวน และ บ้านพักซาฟารี ได้เสถียร และมีคุณภาพ ทำให้ผู้ใดก็ตามที่ได้มาเยือนประเทศแห่งนี้มักจะต้องถ่ายรูป สัตว์ป่าท่ามกลางธรรมชาติ, ชายฝั่งทะเล, และเนินทะเลทราย กลับกันไปเต็มไม้เต็มมือทุกครั้ง ด้วยเหตุนี้ประเทศนามิเบียจึงเป็นประเทศที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้หวนกลับคืนมายังสถานที่ดังต่อไปนี้อยู่เสมอ  :

1. ทะเลทรายนามิบ (Namib Desert)
ทะเลทรายนามิบ ทะเลทรายที่เก่าแก่ที่สุดในโลก มีอายุประมาณ 55 ล้านปี มีพื้นที่ประมาณ 81,000 ตร.ม. ตั้งเป็นแนวทอดยาว 2,000 กม. ตั้งแต่ แองโกลา ผ่านนามิเบีย ไปจนถึงแอฟริกาใต้ ซึ่งเนินทราย มีสีแดงสวยงาม และสามารถมีความสูงได้จนคาดไม่ถึง ทำให้ที่แห่งนี้เป็นที่นิยมชมชอบสำหรับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก จนขนาดที่หนังดังอย่าง Mad Max : Fury Road เลือกที่จะถ่ายทำฉากไล่ล่าในทะเลทราย ณ ทะเลทรายแห่งนี้มาแล้ว

 

2.  เมืองตากอากาศชายทะเล สวากอปมุนด์ (Swakopmund : Seaside resort town)
สวากอปมุนด์ เป็นเมือกตากอากาศ ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ ซึ่งเมืองแห่งนี้เปรียบเสมือนเมืองในฝันของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ด้วยเพราะตัวเมืองประกอบด้วยสถาปัตยกรรม และวัฒนธรรมชาวเยอรมันที่สวยงดงาม จนเมืองแห่งนี้ถูกเข้าใจว่าเป็นเยอรมันมากกว่าประเทศเยอรมันเองเสียอีก อีกทั้งตัวเมืองยังตั้งติดกับทะเลแอตแลนติก และอยู่บนปลายทะเลทรายนามิบ ทำให้บรรยากาศโดยรอบเหมือนกับอยู่ในหนังเลยก็ว่าได้

 

3. เมืองหลวงวินด์ฮุก (Windhoek)
ตั้งอยู่กลางประเทศนาบิเมีย คือเมืองหลวงวินด์ฮุก ที่เป็นแหล่งของภัตรคารชั้นนำ ร้านค้า สถานที่ท่องเที่ยว และที่พักชั้นนำต่าง ๆ ทั้งนี้ตัวเมืองมีความสะอาด ปลอดภัย และวางระเบียบเป็นอย่างดี เพราะได้รับอิทธิผลการวางผังเมืองมาจากประเทศเยอรมัน ซึ่งภาษาที่ใช้โดยส่วนใหญ่ก็เป็นภาษาเยอรมันด้วยเช่นกัน ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมรู้สึกสบาย และเพลิดเพลินไปกับสถาปัตยกรรมที่สวยงาม เช่น ปราการ อัลเต
เฟสเต (Alte Feste Fort), โบสถ์ คริสต์อูเคอร์ช (Christuskirche Christ Chruch) และ อาคารศาลสูงเป็นต้น

 

4. ที่กว้าง ดามาราแลนด์ (Damaraland)
ดามาราแลนด์ ที่กว้างแห่งนี้เป็นอีกสถานที่ที่งดงามเป็นอันดับต้น ๆ ของนามิเบีย ทั้งกว้าง บรรยากาศเงียบ และสวยงาม ซึ่งยังประกอบไปด้วย ป่าหิน (ไม้กลายเป็นหินจริง) หุบเขาโบราณ และแนวหินที่ตระการตา ทั้งยังเป็นจุดชมดาว และ มีเนินผาที่สูงงดงามเป็นอย่างมาก

 

5. บ้านพัก วิงเกอร์คลิป (Vingerklip Lodge)
ตั้งอยู่ใจกลางหุบเขาอันงดงามคือบ้านพักวิงเกอร์คลิป  ห้องพักหรู Heavens Gate และ ภัตตาคาร Eagles Nest   บนผาอูกับ ที่จะยกระดับการรับประทานอาหาร และพักผ่อนของคุณไปสู่อีกระดับ เพราะว่าห้องพัก และภัตตาคารตั้งอยู่ใกล้กัน บนผาแห่งนี้ จึงทำให้คุณรู้สึกดื่มดำไปกับทัศนียภาพอันงดงาม และบรรยากาศสงบอยู่ตลอดเวลาที่พักอาศัย อีกทั้งบรรยากาศยังเหมาะสำหรับชมพระอาทิตย์ขึ้น และตกบนผาอูกับแห่งนี้อีกด้วย ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ยังเป็นกันเอง บริการดี และ ทำอาหารอร่อย จนทำให้นักเดินทางรู้สึกผ่อนคลายเหมือนกับอาศัยอยู่ในบ้านของตนเอง ในขณะที่รับชมทัศนียภาพที่ตระการตา โดยไม่ต้องกังวลอะไรเลยแม้แต่น้อย

6. น้ำพุแห่งความฉงนสนเท่ห์ ทวีเฟลฟอนไทน์ (Twyfelfontein : Fountain of doubt)
ทวีเฟลฟอนไทน์ หรือ น้ำพุแห่งความฉงนสนเทห์ เดิมที่แห่งนี้เป็นแอ่งน้ำสวยงามที่ดึงดูดนักล่ายุคหินเมื่อ 6,000 ปีก่อน ให้เข้ามาตั้งรกรากบริเวณแอ่งน้ำนี้ และในช่วงเวลานี้เองที่ทำให้บริเวณแห่งนี้ในปัจจุบันกลายเป็นเขตอนุรักษ์ที่เต็มไปด้วยภาพวาดโบราณมากมาย ซึ่งภาพวาดเล่านี้มีความสวยงาม และเล่าเรื่องเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในช่วงยุคหินไว้อย่างมากมายจนน่าฉงน

 

7. เขตสงวน อิรินดี เกมส์ (Erindi Game Reserve)
อีรินดี (Erindi) หมายถึงสถานที่ที่น้ำอุดมสมบูรณ์ และเขียวชอุ่ม ที่แห่งนี้เป็นเขตสงวนที่ประกอบไปด้วยความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ และหลากหลายด้วยสัตว์ป่า ซึ่งเขตสงวน ฯ แห่งนี้เองเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวมาเพื่อเที่ยวชมระบบนิเวศน์ธรรมชาติ ศึกษาวัฒนธรรมกับร่วมกิจกรรมกับชนพื้นเมือง และ ศึกษาสัตว์ป่าต่าง ๆ เช่น เสือชีต้า แรดดำ สิงห์โต ยีราฟ ช้าง วัวป่า (Wildebeest) เป็นต้น

 

เขียนและเรียบเรียงโดย : Reign International Travel
ขอบคุณภาพประกอบจาก : Erindi Private Game Reserve, Namibia Tourism Board, Trust for African Rock Art, Platz Am Meer, Vingerklip Lodge

ท่องเที่ยวตามใจ ไปตามฝัน กับ เร้นจ์ อินเตอร์ฯ ทราเวล “ท่องเที่ยวกับเร้นจ์ฯ มั่นใจไม่ผิดหวัง”
ทัวร์ยุโรป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :

                         เกาะเซนญา เกาะแห่งความสวยงามตระการตรา ที่จะทำให้รู้สึกสงบ และสบายไปกับบรรยากาศธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งเกาะเซนญานี้เองมักถูกเรียกว่านอร์เวย์ขนาดย่อม เพราะเกาะดังกล่าวมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ ฯ พร้อมด้วยทัศนียภาพของฟยอร์ด, เทือกเขาที่สวยงาม และเรื่องเล่าที่เล่าต่อกันมาประกอบ เช่น Senjatrollet – เรื่องเล่าเกี่ยวกับเหล่าโทรล (Troll) ที่เลื่องลือของเกาะ และเมื่อนำสองสิ่งนี้มารวมกันทำให้เกาะเซนญาแห่งนี้เป็นสถานท่องเที่ยวที่น่าหลงไหล และน่าค้นหาเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามบนเกาะแห่งนี้ไม่ได้มีเพียงแต่ทัศนียภาพที่สวยงามเท่านั้น แต่ยังพร้อมไปด้วยสิ่งที่ควรค่าแก่เวลาให้ออกไปผจญภัยอีกด้วย ซึ่งนักท่องเที่ยวที่ต้องการประสบการณ์เต็มร้อย ยังสามารถเข้าร่วมเดินทางไปกับกิจกรรมที่เกาะแห่งนี้สามารถมอบให้ได้อีกด้วยดังนี้ :

1. เดินเขา (Hiking)

เกาะเซนญาจะถือว่าเป็นสวรรค์ของนักเดินเขาก็ว่าได้ ด้วยเพราะการเดินเขาแต่ละครั้งนั้นเองที่พวกเขาจะได้เก็บภาพที่สวยงามของฟยอร์ด หมู่บ้านชาวประมง และเทือกเขาที่รอบล้อม เช่น เซย์กลา (Segla)

ทัศนียภาพเทือกเขาเซย์กลา

 

2. พระอาทิตย์เที่ยงคืน (Midnight Sun)

ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ถึง ปลายเดือนกรกฎาคมนี้เองเป็นช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ไม่ตกที่เซนญาเลย ทำให้ท้องฟ้าในช่วงเวลานี้เองเปล่งสีทองอร่ามงดงาม ซึ่งจุดนี้เองได้เป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญให้กับจิตรกรและนักเขียนที่โด่งดังในนอร์เวย์มาแล้ว

ทัศนียภาพพระอาทิตย์กลางคืน ณ เกาะเซนญา

 

3. โรดทริป (Road Trip)

เส้นทางชมทัศนียภาพยาว 102 กม. จะพานักท่องเที่ยวที่ชอบผจญภัยและถ่ายภาพ ไปยังสถานที่ที่ประกอบไปด้วยการผจญภัยและทัศนียภาพที่สวยงามตลอดระหว่างทาง เช่นการตั้งแคมป์ที่หาด เออร์สฟยอร์ด (Ersfjord Beach) หรือจุดชมวิวเบอร์สบอทน์ (Bergsbotn viewpoint) เป็นต้น

ทัศนียภาพจากจุดชมวิว เบอร์สบอทน์

 

4. หอสังเกตุปรากฎการณ์ ออโรล่า บอเรียลลิส (Aurora Borealis Observatory)

ณ หอสังเกตุการณ์แสงเหนือแห่งนี้ นักเดินทางจะสามารถชมแสงเหนือ หรือ ออโรล่า บอเรียลลิส ได้พร้อมกับเพื่อน และ ครอบครัวได้อย่างสงบ ทั้งนี้ทัศนียภาพยังสวยงามเหมาะกับการถ่ายรูปร่วมกับแสงเหนือเป็นอย่างมากอีกด้วย

การสังเกตการณ์แสงเหนือในโดมแก้ว

 

5. ผจญภัยไปกับฮัสกี้ (Senja Husky Adventure)

การผจญภัยไปกับเหล่าสุนัขฮัสกี้นี้ เป็นอีกกิจกรรมที่เป็นที่จับตามองของเหล่านักผจญภัย และคนรักสัตว์ เพราะนอกจากจะได้ออกไปรับชมทัศนียภาพแล้ว ยังได้เดินทางไปโดยการเรียนรู้ พร้อมควบคุมรถลากไปกับเหล่าฮัสกี้อีกด้วย ซึ่งจุดนี้เองที่มีความตื้นเต้น และสนุกไปกับการสานสัมพันธ์กับสุนัขแสนเท่ห์นี้อีกด้วย

 

เขียนและเรียบเรียงโดย : Reign International Travel
ขอบคุณภาพประกอบจาก : outtt, Aurora Borealis Observatory และ Senja Husky Adventures

ท่องเที่ยวตามใจ ไปตามฝัน กับ เร้นจ์ อินเตอร์ฯ ทราเวล “ท่องเที่ยวกับเร้นจ์ฯ มั่นใจไม่ผิดหวัง”
ทัวร์ยุโรป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :

จัดแจงซื้อทัวร์ยุโรปเพื่อเดินทางท่องเที่ยวสัมผัสความประทับใจไว้เป็นที่เรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นทัวร์แกรนด์สวิตเซอร์แลนด์ 9 วัน ต่อด้วยทัวร์ฝรั่งเศส โพรวองส์ อิตาลีต่ออีก10 วัน ทุกอย่างเตรียมพร้อมไร้ปัญหา แต่ทุกครั้งก่อนคุณเดินทางท่องเที่ยวไปในต่างประเทศ สิ่งที่หลายๆคนแก้ปัญหานี้ไม่ตก คือการจัดกระเป๋าเดินทางใช่หรือเปล่า? วันนี้เร้นจ์ฯ จึงมีวิธีดีๆ ที่จะช่วยให้คุณเลิกวิตก และลืมไปเลยว่าสิ่งนี้เคยเป็นเรื่องยากสำหรับคุณ มาดูกันดีกว่าว่า 10 สุดยอดวิธีจัดกระเป๋าเดินทางฉบับมือโปรต้องทำอย่างไรบ้าง

ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หนึ่งในประเทศยอดนิยมของทัวร์ยุโรป ทัวร์ต่างประเทศ ดินแดนชวนฝันของใครหลายคน เต็มไปด้วยความงดงามที่ไร้การปรุงแต่งพร้อมให้คุณได้สูดอากาศอันแสนบริสุทธิ์ โอบล้อมไปด้วยเทือกเขา และดอกไม้นานาชนิด เป็นแหล่งสกีในฤดูหนาว ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ยังพกความเก๋าด้วยความเป็นบ้านเกิดของนาฬิกาที่มีชื่อเสียงโด่งดังอีกด้วย แต่หลายท่านก็อาจจะสงสัย และคงตั้งคำถามในใจเสมอว่า…